แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Wonderful plants แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Wonderful plants แสดงบทความทั้งหมด

6.01.2556

เถาวัลย์หลง

ก่อนอื่นต้องขอให้ท่านที่สนใจเข้ามาอ่าน 
โปรดได้ใช้กาลามสูตรเป็นเครื่องพิจารณา 
เพราะนี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคล 
และของผู้ที่ศึกษาหรือมีประสพการ์ณมาแล้ว



ที่เรามีอยู่นี้ น่าจะเป็นตัวเมีย 
ว่ากันว่า
ใบเถาหลงเงิน ตัวเมีย แรงนัก  กว่าจะหามาได้ก็ไม่ใช่ง่าย และต้องเป็นเถาหลงจากธรรมชาติ เพราะเถาหลงที่มาจากธรรมชาติแท้ๆจะแรง กว่าจะได้มาต้องเสาะหาตามที่ต่างๆ  ต้องถามคนที่มีอายุที่ชำนาญในการเข้าป่าลึกจึงจะรู้จัก
 
สรรพคุณทางสมุนไพร 
นำต้นมาตำให้ละเอียด
ใช้พอกแผลช่วยให้หายเร็ว
ความเชื่อและโชคราง 

คนโบราณเชื่อถือมาก
มักจะปลุกต้นเถาวัลย์หลงไว้
หน้าบ้าน

ทำให้ค้าขายดี
หากนำเถาแห้งพกติดตัวจะเป็น
นะจังงังและเมตตาอีกด้วย

 



เถาวัลย์หลง
 ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia splenden ( Hornem ) Sweet

วงศ์ CONVOLVULACEAE

ว่านเถาวัลย์หลงหรือเครือเขาหลง เป็นไม้เลื้อยอายุหลายปี
จุดสังเกตุคือใต้ใบมีขนสีขาวปกคลุมและดอกคล้ายผักบุ้ง
ลักษณะ ต้นใบและเถา เป็นไม้ประเภทพันธุ์เลื้อย ใบคล้ายใบหญ้านาง แต่ใบบางกว่า 
ท้องใบมีพรายปรอทเป็นมัน เถาคล้ายเถาสลิดหรือขจร เป็นปล้องๆ แต่ใบไม่เหมือนกัน 

เถาวัลย์หลงนี้มีสองชื่อ ชื่อหนึ่ง เรียกว่า “เถาหมาหลง” 
 คนโบราณได้เล่ากันต่อๆ มาว่าเป็นต้นไม้เถาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ออกจะแปลก 
ถิ่นกำเนิดอยู่ในแดนเมืองลับแล จังหวัดอุดรดิษถ์ แต่สมัยนี้หายาก 
และยากนักที่ชาวเมืองนั้นจะรู้จัก ไม้เถาต้นนี้

เถาวัลย์หลงนี้มีอยู่สองชนิด 
ชนิดดอกขาวเป็นตัวผู้ 
ชนิดดอกสีม่วงเป็นตัวเมีย ต้นใบและเถาเหมือนกันไม่มีอะไรแปลกแตกต่างกัน

สรรพคุณ ถ้าได้ทั้งชนิดผู้และเมียปลูกไว้ใกล้กันจะดีมาก 
 ปลูกไว้เป็นซุ้มประตูลอดเข้าออกหน้าบ้าน ผู้ใดลอดผ่านเข้าไปแล้วจะเกิดงวยงงหลงไหล 
เกิดความนิยมชมชอบเจ้าของบ้าน จะพูดจะเจรจาพาทีกับเจ้าของบ้านอ่อนละมุลนุ่มนวล
ถึงแม้ผู้นั้นจะเคยพูดจาโผง ผางโฮกฮากมาก่อน 
ที่เคยระแวงแคลงใจหรือเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตคิดร้ายมาเก่าก่อน 
เมื่อลอดซุ้มประตูเข้าไปแล้วเกิดเป็นจังงังหลงไหลเปลี่ยนแปลงสิ่งร้ายกลาย เป็นดี 
เกิดความเมตตาสงสารเห็นใจเจ้าของบ้าน 
ถ้าเจ้าของบ้านเป็นผู้ปลูกเองจะดียิ่งนัก ถ้าบ้านนั้นเป็นร้านค้าพาณิชย์ 
ผู้ผ่านเข้าไปในร้านซื้อขายไม่พอใจในเบื้องต้นกลับออกไปแล้ว
ก็จะหวลกลับมาซื้อของในร้านนั้นอีกติดมือไปจนได้

ตามตำรายังกล่าวไว้อีกว่าในป่าแถบเมืองลับแลนี้มีมาก 
 เถาวัลย์หลงนี้เลื้อยเต็มไปหมดตลอดพื้นดิน 
ผู้ใดเดินผ่านข้ามเถาวัลย์นเข้าไปก็เกิดงงงวยหลงไหล
กลับบ้านไม่ถูกเรียกว่า หลงป่าเลยเข้าไปพบหมู่บ้านซึ่งมีแต่สตรีเพศเป็นส่วนมาก
ที่เรียกว่าเมืองแม่ หม้าย ในที่สุดก็ลืมบ้าน จึงได้ชื่อว่าเถาหมาหลงอีกชื่อหนึ่ง

*เถาวัลย์หลงเป็นไม้อาถรรพ์ของป่า
ถามพรานคนไหนก้อจะรู้พิษสงของมันเป็นอย่างดี
ว่าถ้าใครเดินป่าแล้วเผลอเดินข้ามต้นไม้นี้เข้า
จะหลงป่าเดินวนอยู่ที่เดิมหาทางออกไม่เจอ
พ่อพรานบางท่านว่าสรรพคุณนี้จะออกฤทธิ์เป็นเวลาไม่ใช่มีฤทธิ์ตลอด

gotoknow.com

ตำนานเถาวัลย์หลง
เถาวัลย์หลงคือ ไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในป่าลึก มีเทวดารักษา 
ผู้มีวิชาอาคมถึงจะไปขอตัดเอามาได้ 
ชื่อ เถาวัลย์หลงเพราะว่า ไม้ชนิดนี้ ถ้าคนหรือสัตว์เผลอไปข้ามก็จะหลงป่าหาทางออกไม่ได้   
แม้แต่นกที่บินผ่านต้นก็จะหลงอยู่ที่ต้นไม้แถวนั้นไปไหนไม่ได้ จนตกลงมาตาย อยู่บริเวณนั้น
         แต่เท่าที่ทราบจากคนที่เคยหลงป่าเล่ามา  
แม้ชำนาญป่าแค่ไหนก็ตาม, พรานป่าเข้าออกป่ามาตั้งแต่เด็กจนแก่
ถ้าเผลอไปข้ามเมื่อไหร่ก็ต้องหลงทุกราย   
เมื่อข้ามเครือเถาหลงแล้วจะมึนงงหาทางออกจากป่าแห่งนั้นไม่ได้   
จะต้องมีคนมาเห็นมาทักหรือพูดคุยด้วยจึงจะรู้สึกตัว 
หรือเพื่อนที่มาด้วยกันแต่เดินหาของป่าคนละจุดมาเจอเข้าจึงจะรู้ทางออก   
ถ้าไปคนเดียวก็ต้องรอจนกว่าคนทางบ้านจะตามหาเจอ

    เถาวัลย์หลงนี้ เป็นการม้วนตัวของเครือเถาหลงเองตามธรรมชาติ 
ม้วนเป็นบ่วง ที่เรียกว่าบ่วงนาคบาท 
เป็นของอาภรรพ์ ทางธรรมชาติ ของทนสิทธิ์ ที่หาได้ไม่ง่ายนัก 
เพราะจะมีอยู่ในป่าลึก บางท่านก็เคยกล่าวไว้ว่า เครือเถาหลง 
จะมีอยู่ตรงบริเวณหน้าทางเข้าเมืองลับแล 
เพื่อป้องกันผู้ที่มีเจตนาไม่ดีให้หลงทางไปที่อื่นไม่ให้เข้ามาเมืองของตน

เถาวัลย์หลง หรือ เครือเถาหลง ของอาถรรพ์..ทางธรรมชาติ 
ทนสิทธิ์ซึ่งผู้มีวิชาอาคมเท่านั้นถึงไปขอพลีตัดเอามาได้  
เถาหลง จัดอยู่ในประเภท เสน่ห์เมตตามหานิยม   
เหมาะในทางค้าขายหรือพกติดตัวเพื่อเพิ่มเสน่ห์ในตัว   
เถาหลงนิยมใช้ทางเมตตามหานิยมกันมาแต่โบราณ 
 ผู้รู้จักเถาหลงจะไม่เปิดเผยให้ใครรู้  
เพราะถ้าคนอื่นรู้คนอื่นก็จะทำตามคนสมัยก่อนจึงไม่เปิดเผยในสิ่งที่ตนรู้  
ผู้มีเถาหลงอยู่ในครอบครองจะทำให้ดูดีมีเสน่ห์เพิ่มขึ้น 
 รากต้นและใบของว่านนี้ ในกระบวนพิธีการสร้างพระผงพระเครื่องด้านเมตตามหาเสน่ห์  
จะขาดเถาหลงไม่ได้ที่จะเป็นตัวนำของมวลสารต่าง ๆ 
ที่จะนำมาผสมอยู่ในพระเครื่องจะต้องมีมวลสารของเครือเถาหลงนี้อยู่ด้วย เสมอ   
แต่ถ้าใครมีรากของเถาหลง,ใบ,กิ่ง,ก้าน,ดอก ไว้พกติดตัว 
เดินทางไปยังที่แห่งใดก็ตามผู้คนจะได้กลิ่นถึงกับงวยงง หลงไหล 
ยิ่งนำรากของว่านนั้นมาฝนกับน้ำมันจันทน์  
หรือ ผสมกับขี้ผึ้งทาปากด้วยแล้วจะเป็นสุดยอดเสน่ห์มหานิยมยิ่งนัก   
จอมเจ้าชู้มักจะรู้จักเถาหลงดีมาแต่โบราณซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในสมัย ก่อน    
สำหรับคาถาที่ใช้เสกกำกับเ วลานำมาใช้โบราณ ท่านแนะนำก่อนใช้ให้เสกด้วย 
นะโมพุทธายะหรือ อิธะคะมะ” 
จึงจะสำเร็จผลตามที่ปรารถนา 
ยิ่งเสกด้วยมนต์คาถามหาหลงที่ขึ้นต้นว่า 
โอมมหาหลง สารพัดที่จะหลง  หลงทั้งราก,หลงทั้งต้น,
หลงทั้งกิ่ง หลงทั้งก้าน หลงทั้งใบ,หลงทั้งดอก…..” 
เรื่องเสน่ห์หาเด็ดขาดยิ่งนัก

        เถาหลงตัวเมียหรือเถาหลงเงิน ลักษณะใบเรียวแหลมใต้ใบมีสีเงินมันเงามีขนอ่อนๆ  ดอกสีขาว  ตัวผู้หรือเถาหลงทอง ลักษณะใบคล้ายตัวเมียแต่ใต้ใบจะเป็นสีทองมันเงามีขนอ่อนๆ   
ดอกสีม่วงอ่อน  ใช้เป็นเสน่ห์ต้องตัดหรือขุดในวันอังคารเพราะเป็นวันแรง


คาถาด้านเมตตาและค้าขายให้ตั้งนะโม 3 จบ

       ว่านเถาวัลย์หลง งวยงงวาบหวาม 
ใครลอดใครข้าม เกิดความหลงไหล
       ทำซุ้มเยี่ยมยอด คนลอดไปมา 
เกิดความเมตตา อุรารักใคร่
       เคยพูดโผงผาง กระด้างตีรวน  
กลับเป็นนุ่มนวล ละมุนละไม
       ที่เคยระแวง กินแหนงแคลงจิต 
ศัตรูทั่วทิศ เป็นมิตรทันใด
       เปลี่ยนแปลงสิ่งร้าย ให้กลายเป็นดี 
คนปลูกคนมี เป็นศรีสดใส
       อาคารร้านค้า ใครมาลอดผ่าน 
ซื้อของจากร้าน ถูกจิตถูกใจ
       ต้องหวนมาอีก ค้าปลีกค้าส่ง 
ฤทธิ์เถาวัลย์หลง เสริมส่งค้าขาย
      
ทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน
ท่องนะโม  3  จบ อธิฐานตามต้องการ
ตามด้วยคาถา อิธะคะมะเป่าใส่หลอดแล้วเอาหลอดแตะรอบปาก
(ผู้หญิงแตะวนจากซ้ายไปขวา  ผู้ชายแตะวนจากขวาไปซ้าย)



utdid.com
           
: Users Online

5.29.2556

หญ้าหวาน




หญ้าหวาน หรือ สเตเวีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stevia rebaudiana Bertoni อยู่ในวงศ์ Asteraceae เป็นพืชพื้นเมืองทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของปารากวัยในอเมริกาใต้ ความพิเศษของหญ้าหวาน คือ ส่วนของใบให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 10-15 เท่า แต่ความหวานนี้ไม่ก่อให้เกิดพลังงานแต่อย่างไร (0 แคลอรี/กรัม) นอกจากนี้ยังมีสารสกัดที่เกิดจากหญ้าหวานชื่อว่าสตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาล ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้ หญ้าหวานจึงเป็นพืชที่ได้รับความสนใจทั้งทางด้านอุตสาหกรรม การแพทย์ ยาสมุนไพร และเครื่องดื่ม เป็นต้น
มนุษย์รู้จักนำสารสกัดที่มีรสหวานจากหญ้าหวานมาบริโภคหลายศตวรรษแล้วโดย ชาวพื้นเมืองในประเทศปารากวัย โดยนำหญ้าหวานมาผสมกับเครื่องดื่ม เช่น ชา นอกจากนี้ขาวญี่ปุ่นยังนำสารให้ความมาผสมกับผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
หญ้าหวานเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 และปลูกกันมากในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานจึงจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

- หญ้าหวานเป็นพืชล้มลุก ลำต้นกลมและแข็ง
- ใบเดี่ยว รูปหอก ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย
- ใบให้สารที่มีรสหวาน
- มีช่อดอกสีขาว

สรรพคุณของหญ้าหวาน

ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 200-300เท่าแต่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง
- ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- ช่วยบำรุงตับอ่อน
- ช่วยเพิ่มกำลัง
- สมานแผลทั้งภายในและภายนอก
- ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมอง
จาก หญ้าหวาน วิกิพีเดีย



วิธีใช้ในครัวเรือน
ใช้ใบแห้งใส่แทนน้ำตาล ไม่ควรใส่มากเพราะมีรสหวานมาก

ปลูก / ดูแล
หญ้า หวานใช้เมล็ดหรือกิ่งชำปลูกก็ได้ การเก็บเมล็ดทำได้ง่าย 

เพียงแต่ทิ้งให้ต้นมีดอกในเดือนตุลาคม 
แล้วเก็บเมล็ดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 
 วิธีเก็บใช้ถุงพลาสติครอบดอก เขย่าให้เมล็ดร่วงลงในถุง 
นำเมล็ดมาเพาะในเดือนมีนาคม-เมษายน จะมีอัตราการงอกดี
แต่ โดยทั่วไปจะนิยมตัดกิ่งมาปักชำ 
เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่า 
ให้เลือกตัดกิ่งที่แข็งแรง ตัดเกือบถึงโคนต้น 
ให้เหลือใบอยู่ 2 คู่ แล้วตัดกิ่งที่จะเอามาชำ
ให้เหลือความยาว 12-15 ซม. 
เอามาชำในถุงหรือกระบะเพาะ เด็ดใบออกเสียก่อน 
เพราะถ้ารดน้ำความหวานจากใบจะลงดิน 
ทำให้กล้าที่ชำไว้ตายได้ พอกิ่งชำแตกรากออกมาได้ 10-14 วัน 
ก็นำไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้
หญ้า หวานเป็นพืชที่ต้องดูแลสูงทั้งการให้น้ำและใส่ปุ๋ยบำรุงดิน 
และเก็บเกี่ยวถี่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 3 ปี 
จึงนิยมปลูกแซมในระหว่างแถวไม้ผล เช่น ลำไย ลิ้นจี่ มะม่วง 
นอกจากนี้ยังปลูกได้ในสวนยาง ในขณะที่ต้นยางยังเล็ก 
หรือยังไม่ได้อายุที่จะกรีดยาง
การ ปลูกช่วงที่เหมาะสมอยู่ในราวเดือนธันวาคม-มกราคม 
ให้พรวนดิน ยกร่องทำแปลงกว้าง 1 เมตร ยาว 15 เมตร 
ปลูกหญ้าหวานได้ 7 แถว ระยะห่างระหว่างแถว
และระหว่างต้น 10 x 10 ซม. 
ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกไร่ละ 1,000 กก. คลุกเคล้าลงดิน 
เอากิ่งชำมาปลูกในหลุม
หญ้า หวานจะให้ผลดีต้องหมั่นดายหญ้า 
และให้น้ำในช่วงฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวควรใส่ปุ๋ยขี้ไก่ 
เพื่อเร่งการแตกใบใหม่ 
ในช่วงเดือนธันวาคมอันเป็นช่วงที่หญ้าหวานให้ผลผลิตต่ำสุด 
มักทำการตัดต้นหญ้าหวานทิ้งให้เหลือแต่ตอในดิน 
เพื่อให้ต้นตอแตกขึ้นมาใหม่ในเดือนมกราคม

เก็บเกี่ยว
หญ้า หวานเริ่มเก็บเกี่ยวใบครั้งแรก หลังจากปลูกได้ 20-25 วัน 

หรือ ในราวปลายเดือนมกราคม 
หลังจากนั้นก็เก็บเกี่ยวไปได้เรื่อย ๆ ปีละ 6-10 ครั้ง 
ขึ้นอยู่กับการดูแล แต่ผลผลิตจะสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม หลังจากนั้นต้นหญ้าหวานจะเริ่มแก่และออกดอก 
ชะงักการเจริญเติบโต และให้ผลผลิตต่ำสุดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม
การ เก็บเกี่ยว ให้ฉีดพ่นน้ำล้างฝุ่นออกเสียก่อน 
ค่อยตัดกิ่งเอาไปเก็บใบ ถ้าตัดแล้วเอาไปล้างน้ำ 
ความหวานจะละลายไปกับน้ำ ทำให้คุณภาพต่ำลง

แปรรูบ
นำ กิ่งที่ตัดมารูดใบ แล้วนำใบไปตากแดด 2-3 วัน 

ไม่ควรตากทั้งใบและกิ่งก้าน เพราะจะทำให้ใบไม่สวย 
มีสิ่งเจือปนมาก เกลี่ยใบให้ทั่วระหว่างที่ตาก 
เมื่อแห้งสนิทดีแล้วจึงเก็บในภาชนะบรรจุ
thaihof.org

: Users Online

หญ้าปักกิ่ง...สมุนไพรเทวดา

หญ้าปักกิ่งเป็นที่รู้กันว่ามีสรรพคุณเด่นกับโรคมะเร็ง 
ได้สมญาหญ้าเทวดา ที่มีสารสำคัญในการยับยั้งมะเร็งบางชนิดในหลอดทดลอง
กลายเป็นความหวังของผู้ป่วยมะเร็ง



แต่สำหรับคนทั่วไปอาจไม่คุ้นเคยว่า หญ้าปักกิ่ง มีรูปร่างหน้าตา แตกต่างจากหญ้าธรรมดาๆ เช่นไร 
วันนี้เราลองมาทำความรู้จักหญ้าปักกิ่งกันดูดีไหม  

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk.) Rolla Rao et Kammathy 
ชื่อภาษาจีนว่า “เล้งจือเช่า” ฉายา หญ้าเทวดา
เป็น ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 10 ซม. ใบ เดี่ยว เรียงสลับ ใบที่โคนต้นกว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 10 ซม. ใบส่วนบนสั้นกว่าใบที่โคนต้น ดอก ช่อ ออกที่ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น ใบประดับย่อยค่อนข้างกลมซ้อนกัน สีเขียวอ่อน บางใส กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน ร่วงง่าย ผลแห้ง แตกได้ ลักษณะคล้ายคลึงกับหญ้ามาเลเซีย   มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา ในตำรายาจีนปรากฏชื่อพืชสกุลเดียวกันนี้ ใช้รักษาอาการเจ็บคอ และมะเร็ง


วิธีปลูกมี 2 วิธี วิธีแรก นำหญ้าปักกิ่งที่แยกมาจากต้นอื่นมาปักลงในดินที่เตรียมไว้ห่างกันประมาณ 1 คืบ หญ้าปักกิ่งชอบน้ำ แต่ต้องให้มีทางระบายออก ถ้าดินแฉะมีน้ำขัง รากจะเน่า

วิธีที่สองคือ ใช้เมล็ดปลูก โดยนำเมล็ดแก่มาขยี้ให้แตกแล้วโรยลงบนดินที่เตรียมไว้ประมาณ 12-15 วัน เมล็ดจะงอก หญ้าปักกิ่งที่ปลูกด้วยวิธีแยกต้นนำมาใช้เป็นยา ควรปลูกไม่ต่ำกว่า 3 เดือนขึ้นไป และ ถ้าวิธีเพาะเมล็ดต้องไม่ต่ำกว่า 5 เดือน หญ้าปักกิ่งชอบแดดรำไร
ไม่ควรโดนแดดจัดทั้งวัน หรือร่มมากเกินไป เพราะใบเหลือง
ควรรดน้ำวันละ 1 ครั้ง หน้าร้อนจะรดน้ำเพิ่มเป็น เช้า เย็น

หญ้าปักกิ่งถูกนำมาใช้รักษาโรคและบำรุงสุขภาพมานานในลักษณะของยาพื้นบ้าน
 เช่น ลดความดัน สะเก็ดเงิน ภูมิแพ้ แก้ไข้ ร้อนใน ริดสีดวงทวาร ฯลฯ

ดร. วิชุดา สุวิทยาวัฒน์ หัวหน้าสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
บอกว่า จากข้อมูลวิชาการมีงานวิจัยในหลอดทดลอง
รองรับสรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง ว่ามีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ ต้านการอักเสบ
 และกระตุ้นเอนไซม์ dt-diaphorase 
ที่มีบทบาททำลายสารพิษที่ ก่อให้เกิดมะเร็ง 
แต่ยังเร็วเกินไปที่ระบุว่า มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจนกว่ามีการทดลองในคน

แม้ว่าจะมีแนวโน้มว่า หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรที่รักษาโรคมะเร็งได้
แต่ กูรูสมุนไพร แนะนำว่า ควรรับประทานพอดี
เพราะหากดื่มหญ้าปักกิ่งทุกวันจะกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ดังนั้น วิธีรับประทานที่ดีควรรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน
ไม่ควรบริโภคนานเกินไป ซึ่งไม่เฉพาะแค่กับหญ้าปักกิ่งเท่านั้น
สมุนไพรทุกชนิดก็เช่นเดียวกัน หากรับประทานมากเกินไปจะกลายเป็นพิษได้

สำหรับคนปกติ ไม่ได้เป็นมะเร็ง "ไม่มี" ความจำเป็นต้องบริโภคหญ้าปักกิ่ง
แค่บริโภคอาหารที่ไม่เพิ่มโอกาส ความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง
ด้วยการไม่บริโภคอาหารปิ้งๆ ย่างๆ
บริโภคเมนูอาหารที่สลับๆ กันไปจะเท่ากับเป็นการตัดโอกาสที่เป็นโรคมะเร็งได้
แล้ว รวมถึงคนไข้มะเร็งที่รับประทานยากดภูมิ ไม่แนะนำให้บริโภค
แนวทางรักษาที่ดีคือ ผู้ป่วยมะเร็ง
ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง
 ส่วนการบริโภคหญ้าปักกิ่ง น่าจะเป็นอีกทางเลือกทางหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็ง ที่ต้องการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีการศึกษา ฤทธิ์การเพิ่มภูมิคุ้มกัน
ในคนของหญ้าปักกิ่งเพื่อพัฒนาขึ้นมาใช้เป็นยาหรืออาหารเสริมใช้กับผู้ที่เป็นมะเร็ง

ต้องอดใจรอกันไปก่อนนะคะ
 bangkokbiznews.com


สถาบันมะเร็งแห่งชาติให้ข้อมูลเรื่องหญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดา หรือเล่งจือเฉ้า ว่า 
ชื่อวิทยาศาสตร์ Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy 
 วงศ์ Commelinaceae 
เป็นไม้ล้มลุก สูง 7-10 เซนติเมตร และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม.

ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด 

รวมกันเป็น กระจุกแน่น กลีบดอกสีฟ้าปนม่วง 
ใบประดับกลม ร่วงง่าย ชอบดินร่วนหรือดินปนทราย 
มีแดดรำไร ไม่ต้องการน้ำมาก เพาะปลูกโดยการเพาะชำหรือเพาะเมล็ด 
ปลูกได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก

ตำรายาจีนใช้หญ้าปักกิ่ง รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจ และกำจัดพิษ 

โดยใช้ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลำต้นหรือใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก) 
สำหรับปัจจุบันจุดประสงค์ของการใช้หญ้าปักกิ่ง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.การ ใช้ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น 

ลดความทุกข์ทรมาน บางรายมีอายุยืนยาวขึ้น 
และเพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด

2.การ ใช้ในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด 

เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 
ส่วนผู้ป่วยเป็นแผลเรื้อรัง พบว่าแผลแห้ง ไม่มีหนองและน้ำเหลือง

ฤทธิ์ ทางเภสัชวิทยา สารกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (จี1บี-G1b) 

แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลำไส้ ใหญ่ 
โดยสารจี1บีแสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน 
และผลทางพยาธิวิทยาพบว่าสามารถลดความรุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้ 
จึงคาดว่าสารสกัดดังกล่าวอาจใช้ป้องกันการเกิดมะเร็งได้

นอกจาก นี้สารสกัดหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลาย 

พันธุ์ชนิดต่างๆ และมีฤทธิ์เหนี่ยวนำเอนไซม์ DT-diaphorase 
ซึ่งมีบทบาททำลายสารพิษที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

วิธีใช้หญ้าปักกิ่งสด ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลลิลิตร) เช้า-เย็นก่อนอาหาร 

ขนาดที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม 
 ถ้าเป็นเด็กลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง

วิธีเตรียม นำส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม 

หรือจำนวน 6 ต้น ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 
โขลกในครกที่สะอาดให้แหลก เติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร) 
กรองผ่านผ้าขาวบาง ผลข้างเคียง ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส 
หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อควรคำนึง

1.หญ้าปักกิ่งเป็น สมุนไพรคลุมดิน อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากดินมาที่ต้นและใบ 

การนำหญ้าปักกิ่งมารับประทานสดต้องแน่ใจว่า
ได้ล้างหลายครั้งจนสะอาดปราศจาก เชื้อจุลินทรีย์ 
เพราะถ้าล้างไม่สะอาดเพียงพอ 
เมื่อดื่มน้ำคั้นสดก็จะเป็นการดื่มเชื้อจุลินทรีย์เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย 
ซึ่งย่อมมีภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ

2.หญ้าปักกิ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายหญ้าอื่นๆ หลายชนิด 

เช่น หญ้ามาเลเซีย ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางยา

3.หญ้า ปักกิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย 

ต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสมดังนี้ 
 หญ้าปักกิ่งที่ปลูกโดยการชำกิ่ง ต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป 
ส่วนหญ้าปักกิ่งที่ปลุกด้วยการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป

จากการศึกษาพบว่าหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว 

จะไม่มีการสร้างสารจี 1 บี ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ทางยา

ดัง นั้นการซื้อหญ้าปักกิ่งมาบริโภค ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งจริง 

เก็บเกี่ยวในขณะที่มีอายุครบเกณฑ์ที่กำหนดตามวิธีการเพาะชำนั้นๆ 
จึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป็นการบริโภคหญ้าดังกล่าวที่สูญเปล่า 
ไม่ได้คุณสมบัติตามต้องการ และอาจจะได้รับพิษในกรณีเลือกสมุนไพรชนิดอื่นมาบริโภค
ปัจจุบัน องค์การเภสัชกรรมนำหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยยาทุก 2 เม็ดมีคุณค่าเท่ากับหญ้าปักกิ่ง 3 ต้น ระยะเวลาใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

khaosod.co.th

: Users Online

5.03.2556

ใบย่านาง(หญ้านาง)

ใบย่านาง 
สมุนไพรลดความอ้วน,แก้โรคเบาหวาน,ความดัน,หัวใจ มะเร็ง,
ภูมิแพ้,ร้อนใน,ไซนัสจมูกตัน,ไมเกรน,ริดสีดวงทวาร,

ปอดร้อนนอนกรน กรดไหลย้อน ฯลฯ

วิธีทำน้ำย่านาง ใช้ใบย่านาง 30-50ใบ ต่อน้ำ4ลิตรครึ่ง ผสมใบเตย-10ใบ,
หญ้าม้า10ใบ(ใบคล้ายใบอ้อย มีรสหวาน), ใบอ่อมแซบ(เบ็ญจรงค์)ประมาณ1หยิบมือ(10ยอด)
(หากมีแต่ใบย่านางกับใบเตย อย่างอื่นหาไม่ได้ 2อย่างก็ใช้ได้ครับ) ขยี้กับน้ำสะอาด
หรือปั่นด้วยเครื่องมือหมุน หรือใช้เครื่องไฟฟ้าชนิดเกียว (ถ้าใช้เครื่องปั่นไฟฟ้า ที่ใช้ใบมีดปั่น ให้ใส่น้ำแข็ง5-7ก้อน
เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนในขณะปั่น ความร้อนจะทำลายเอ็นไซท์)ใส่น้ำเกือบเต็มโถปั่น
ปั่นประมาณ30วินาที หรือ45วินาที แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง หรือตะแกงตาถี่ (ที่ร่อนแป้งด้ามพาสติก)
กากนำมาปั่นซ้ำ ได้อีก7-8ครั้ง หรือจนกว่าจะหมดเขียว
   กรองเอาแต่น้ำสีเขียว ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน เก็บไว้ในตู้เย็นไว้ดื่มได้4-5วัน
ถ้ารสชาดเปลี่ยนสรรพคุณจะเริ่มเสื่อมแล้ว ถ้าเสียแล้วจะเริ่มมีรสเปรี้ยว 
ถ้าต้องการให้หายเร็ว ดื่มวันละ1.5ลิตรขึ้นไป ผู้ป่วยเบาหวานน้ำตาลจะลดลง เหมือนคนปกติทั่วไป
  คนที่เป็นเบาหวาน ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เหตุที่ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เพราะร่างกาย
เกิดภาวะร้อนเกินไป ระบบการทำงานของร่างกายจึงป้องกันตนเอง ไม่ให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน
เพื่อไม่ให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (หากร่างกายเผาผลาญน้ำตาลร่างกาย
จะยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก)  น้ำตาลเมื่อไม่ถูกเผาผลาญก็อยู่ในกระแสเลือด
แต่ร่างกายนำไปใช้ไม่ได้ เซลล์จึงขาดน้ำตาล มีอาการอ่อนเพลียง่าย
   จึงต้องแก้ด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็น ใบย่านางมีฤทธิ์เย็นมาก เมื่อร่างกายได้เย็นลงแล้ว
ระบบการทำงานของร่างกายจะสั่งตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน มาเผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ
และเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน เซลล์เมื่อได้รับน้ำตาลและใช้น้ำตาลได้
อาการอ่อนเพลียจึงหายไปครับ
    เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ ด้วยตัวของผู้ที่เป็นเบาหวานเอง 
   คนปกติที่ไม่เป็นเบาหวานก็ดื่มได้ครับ ช่วยป้องกันโรคที่ไม่มีเชื้อโรค เช่น โรคอ้วน,
ความดัน,เบาหวาน,หัวใจ,มะเร็ง,ตับ,ไต,ภูมแพ้, นอนกรน กรดไหลย้อน ฯลฯ
   จากประสบการณ์อาจารย์อาจารย์ของผมท่านหนึ่ง เป็นโรคเบาหวานมานาน30ปี
ดื่ม1-2สัปดาห์ และกินอาหารธรรมชาติแบบหมอเขียว น้ำตาลในเลือดวัดแล้ว
ไม่เกินร้อย เวลานี้หยุดกินยาอินซูลินแล้ว หันมาดื่มน้ำใบย่านางเขียวทุกวันครับ
 อาจารย์ของผมได้ความรู้นี้จาก  หมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) การแพทย์วิถีพุทธ 
  ผู้ที่เป็นมะเร็ง หากดื่มน้ำใบยานางเขียว ก้อนมะเร็งจะฝ่อเล็กลง หรือจากก้อนมะเร็ง
กลายเป็นแค่ถุงน้ำ
    เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการดื่มน้ำย่านาง
ผู้ที่เป็นมะเร็ง, เบาหวาน,โรคอ้วน,ไขมันในเลือดสูง ห้ามกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน
เช่น พริกไทย,กะเพรา,ขิง,ข่า,ใบมะกูด ฯลฯ และอาหาร รสจัด เช่นหวานจัด,เผ็ดจัด,
เค็มจัด,มันจัด,อาหารปิ้ง,ย่าง,ทอด,อบด้วยความร้อนสูง เพราะอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน
จะทำให้โรครุนแรงขึ้น โบราณท่านว่าเป็นของแสลงครับ
(((พืชผัก, ผลไม้,เนื้อสัตว์ ที่มีสารเคมีตกค้าง มีพิษ ฤทธิ์ร้อนมาก)))

  คนที่ดื่มแล้ว ร่างกายเกิดภาวะเย็นเกินไป ควรเติมน้ำร้อนหรือนำไปต้มก่อน แล้วดื่มตอนอุ่นๆครับ

   ในช่วงที่ต้องการลดความอ้วน ลดพุง ลดไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายมานาน
ต้องงดอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน กินแต่อาหารที่มีฤทธิ์เย็น เพื่อร่างการจะได้เผาผลาญไขมันเก่า
ให้เป็นพลังงานได้เต็มที่ครับ
ใช้ได้ทั้งผู้หญิง ผู้ชายครับ สัปดาห์แรก ลดได้3-4กก.ได้สบายๆ
ถ้าเน้นอาหารธรรมชาติ ฤทธิ์เย็น พืชผักให้มากๆ(ผักปลอดสารพิษ)
ปรุงแต่งน้อย และเน้นรสจืด ใส่เกลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
กินผักสด, ลวก,หรือต้มไฟปานกลาง,นึ่ง ไม่ใช้ผงชูรส, งดการอาหารผัด,
งดอาหารที่ใส่น้ำมันทุกชนิด งดขนมหวานทุกชนิด ร่างกายจะได้
นำไขมันที่สะสมมาเผาผลาญให้เป็นพลังงานแทนครับ
ส่วนข้าว เป็นข้าวขาว หรือข้าวกล้องก็ได้ครับ ถ้าเป็นข้าวกล้องจะเยี่ยมมากครับ
ถ้ารู้สึกเหนื่อยไม่มีแรง ควรดื่มน้ำผึ้งเล็กน้อย หรือน้ำแตงโม(แตงโมปลอดสารพิษ)
***อาหารที่ปรุงด้วยไฟแรงๆ จะเพื่มฤทธิ์ร้อนให้กับอาหารมากยิ่งขึ้น
จึงต้องปรุงด้วยไฟปานกลางครับ

  ในช่วงปกติ ความจริงร่างกายของคนเรา ต้องการทั้งอาหารฤทธิ์ร้อน และฤทธิ์เย็น
อย่าง สมดุลตามฤดูกาล   แต่เนื่องจากเราอยู่ในภูมิประเทศที่ร้อน จึงต้องกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็นมากกว่าฤทธิ์ร้อน ร่างกายจึงจะรู้สึกสบาย เบากาย และมีกำลัง
    ถ้าอยู่ในเมืองหนาวจัด ต้องได้อาหารฤทธิ์ร้อน ร่างกายจึงจะรู้สึกสบาย เบากาย
และมีกำลัง
    อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนเช่น พริกไทย,กะเพรา,ขิง,ข่า,กระเทียม,ใบมะกูด ฯลฯ และอาหารรสจัด
เช่นหวานจัด,เผ็ดจัด,เค็มจัด,มันจัด,อาหารปิ้ง,ย่าง,ทอด,อบด้วยความร้อนสูง,
ผงชูรสมีฤทธิ์ร้อนจัดมาก ร้อนหลายสิบเท่าของอาหาร ที่เป็นพืชผักที่กล่าวมา
   จำง่ายๆ อาหารใดมีรสเผ็ด,ร้อน,ซ่า(เช่นข่า) หรือกินแล้วหิวน้ำมาก อาหารนั้นมีฤทธิ์ร้อน
   อาหารใดมีรสจืด,เย็น,ขม,หวานอ่อนๆ หรือตรงกันข้ามกับอาหารฤทธิ์ร้อน
กินแล้วไม่ค่อยอยากน้ำ หรือ(ดื่มน้ำแล้ว น้ำไม่อร่อยเลยเช่น ดื่มน้ำหลังกินแตงโม)
แสดงว่า อาหารนั้นมีฤทธิ์เย็น
    ตัวอย่างของอาหารกลุ่มฤทธิ์เย็นมีดังนี้
กลุ่มคาร์โบไฮเดรต : น้ำตาล เส้นขาว (เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยวที่ไม่มีน้ำมัน) วุ้นเส้น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง(ยกเว้นข้าวกล้องแดง) ฯลฯ

กลุ่มโปรตีน : ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู ฯลฯ

กลุ่ม ผัก : ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน บวบ ฟัก แตงต่างๆ สายบัว หยวกกล้วย ยอดฟักแม้ว มะรุม หญ้าปักกิ่ง ว่านหางจระเข้ ถั่งงอก บร็อกโคลี หัวไชเท้า ฯลฯ

กลุ่ม ผลไม้ : มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเช้ง กล้วยน้ำว้า มะขามดิบ น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว ลางสาด สตอรว์เบอร์รี่ ฯลฯ

แม้รสชาติจะต่างกัน แต่อาหารฤทธิ์เย็น อาหารฤทธิ์ร้อน มีหลักการเดียวกัน คือปรับสมดุลร่างกาย
ดังคำกล่าวที่ว่า "กินแล้วรู้สึกสบาย เบากาย มีกำลัง"

ข้อมูลจาก .kasetporpeang.com

หญ้าไผ่น้ำ



หญ้าไผ่น้ำ หรือ หญ้าจุยเต็กเฉ้า หรือ หญ้าดอกฮวยอะเจียเฉ้า ถิ่นกำเนิดที่มณฑลกวงสี มณฑลกวางตุ้ง และมณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน  เป็นไม้ล้มลุก มีลักษณะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบเรียวกลม ด้านบนสีเขียว ด้านหลังสีม่วงบานเย็น มีก้านเป็นข้ออวบน้ำ  เลื้อยตามดิน ก้านเถามีขนอ่อนๆ  ดอกสีม่วง
     ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ ด้วยข้อ พบขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ข้างคันนา ริมธารน้ำหรือที่ว่างทั่วไป

 มีผู้นำไปปลูกที่สิงคโปร์ เพื่อเป็นยาทานแก้พิษร้อนใน ต่อมา พบว่าเป็นยาสมุนไพร ที่สามารถขับพิษที่ตกค้างในไต ออกทางปัสสาวะ ทำให้ไตคืนสภาพเป็นปกติ
หญ้าไผ่น้ำ มีลักษณะเป็นใบเรียวกลม ด้านบนของใบมีสีเขียว ด้านหลังของใบเป็นสีบานเย็น มีก้านเป็นข้อ ๆ เลื้อยไปตามพื้นดิน ก้านจะมีขนอ่อนนิด ๆ ควรปลูกในกระถางปากกว้าง ดินลึกประมาณ 5 นิ้ว ชอบความชุ่มชื้น แดดอ่อน แต่น้ำไม่ขัง หน้าฝนเจริญเติบโตเร็ว ขยายพันธุ์โดยตัดก้านให้มีความยาว 3 - 4 นิ้ว ปักชำลงในดิน ประมาณ 2 อาทิตย์ จะมีรากงอกออกมาที่ก้านตามข้อ ดังนั้น การขยายพันธุ์จึงทำได้ง่าย


ชาวจีน เชื่อถือในสรรพคุณของ “หญ้าไผ่นํ้า” กันมาก โดยมีผู้เป็นโรคไตขนาดต้องฟอกไตเป็นประจำ เมื่อนำเอา “หญ้าไผ่นํ้า” ไป ต้มนํ้าดื่มวันละแก้วใหญ่ๆ กินติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน อาการของโรคไตที่เป็นอยู่ หายได้โดยไม่ต้องฟอกไตอีก ซึ่งอัตราส่วนในการต้มดื่ม เอาต้น “หญ้าไผ่นํ้า” แบบสด 250 กรัม นํ้าเยอะหน่อย ต้มจนเดือดเคี่ยวประมาณ 1 ชั่วโมง เทดื่มขณะอุ่นวันละแก้ว ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ต้มดื่มต่อเนื่อง 3 เดือนแรกอาการจะดีขึ้น 3 เดือนหลัง หรือ 6 เดือน อาการจะหายขาด ปัจจุบันมีผู้นำเอา “หญ้าไผ่นํ้า” มาวางขาย จึงรีบแนะนำให้ผู้อ่านไทยรัฐได้รู้จักอีกตามระเบียบ



สรรพคุณหญ้าไผ่น้ำ
นอกจากกินแก้ร้อนใน ยังสามารถลดการอับเสบของทางเดินปัสสาวะ แก้พิษงูกัด บำบัดอาการต่อมลูกหมากโต บรรเทาอาการบวม แก้พิษร้อนใน แก้พิษงูกัด  ชาวบ้านทั่วไปใช้ในการรักษาต่อมน้ำเหลืองอักเสบ  ลำคออักเสบ  ท้องเดิน ผู้ที่เริ่มมีอาการของโรคไต โดยค่าของ BUN ในเลือดสูงเกินปกติ หรือ CREATININE สูงเกินค่าที่กำหนด เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า จะต้องงดทานเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ถั่วที่มีโปรตีนสูง ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มียารักษาเพียงรอให้อาการของผู้ป่วย ถึงขั้นอาเจียน ขาบวม ท้องอืด เบื่ออาหาร ท้ายสุดก็ต้องไปฟอกไต ถ้าคนไข้เริ่มมีอาการใหม่ ๆ ให้ทานน้ำต้มหญ้าไผ่น้ำ จะช่วยบรรเทาอาการของโรคไตได้ดี ดังเช่น บุคคลหลาย ๆ ท่าน ที่ทานยานี้แล้ว อาการของไตเสื่อมจะไม่ปรากฎ ที่บริษัทของข้าพเจ้า แม่ของพนักงานส่งของ มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ต้องพาส่งโรงพยาบาล และทำการฟอกไตมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อข้าพเจ้าให้หญ้าไผ่น้ำ ไปต้มกับน้ำ ทานวันละ 2-3 แก้ว ปรากฎว่า หลังจากนั้นมีชีวิตอยู่เป็นปกติ ไม่ต้องเสียเงินเพื่อฟอกไตอีก ปัจจุบันก็ทานต่อเนื่อง คนทั่วไปที่ไม่มีโรคภัย ก็สามารถรับประทานสมุนไพรนี้ได้
    ใช้เป็นยาทั้งต้นใช้สด  หรือ ตากแห้งเก็บไว้ก็ได้  รสชาดเย็นจืด ...

    วิธีต้มหญ้าไผ่น้ำ
นำ หญ้าไผ่น้ำประมาณ 100-150 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อต้ม (ควรเป็นหม้อเคลือบ) เติมน้ำสะอาด 2 ลิตร ต้มให้เดือดแล้วหรี่ไฟอ่อน ต้มอีกประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วตักเอาหญ้าไผ่น้ำออก จะเห็นน้ำใส ๆ เป็นสีบานเย็นอ่อน ไม่ควรใส่น้ำตาลหรืออย่างอื่น วางทิ้งไว้ให้เย็น แล้วบรรจุขวดเข้าตู้เย็นทานได้ทุกเวลา วันละ 3-4 แก้ว    อีกวิธี  หนึ่งคือ ใช้หญ้าไผ่น้ำ 500 กรัม (ครึ่ง กก.) ล้างน้ำให้สะอาด ใส่น้ำลงไป 6 ลิตร ต้มเดือดแล้วเคี่ยวไป 2 ชม.ครึ่ง แล้วตักเอาหญ้าออก แล้วนำบรรจุขวดเข้าตู้เย็น ทานวันละ 1 แก้วใหญ่  สำหรับผู้ป่วยโรคไตหลังจากทานหญ้าไผ่น้ำแล้ว ประมาณ 3 เดือน ควรไปเจาะเลือดตรวจค่า ของ  BUN และ CREATNINE ด้วย


ข้อมูลจาก ไทยรัฐ/คุณชุม เมืองใต้ และ กูเกิ้ล กูรู

8.16.2555

ผักเหลียง

สุดยอดผักพื้นบ้านปักษ์ใต้-ผักเหลียง








ใครไปใครมาจากทางใต้
เป็นต้องได้ของฝากประจำค่ะ
อย่างนึงที่ได้มาแทบทุกครั้ง
แต่ละครั้งก็เป็นเข่งๆ หรือถุงใหญ่เลย
ก็คือ "ผักเหลียง" เพราะอร่อยมาก
นัยว่าหาทานค่อนข้างยากที่กรุงเทพ
น่าจะออกเฉพาะฤดูด้วยซ้ำ


 
ภาพจากกูเกิ้ล


"ผักเหลียง"เป็นไม้ป่าชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ Gnetaceae 
มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Gnetum gnemon var. tenerum 
พบใน ประเทศไทย มาเลเซีย และ บอร์เนียว 
ขึ้นอยู่ในสภาพป่าชื้น สูงกว่าระดับน้ำทะเล 20-70 เมตร 
ในประเทศไทยพบเฉพาะ 
ในเขตจังหวัด ชุมพร ระนอง พังงาและสุราษฎร์ธานี 
มีชื่อเรียก ตามภาษาพื้นเมืองหลายชื่อ 
เช่น ชุมพรเรียก กระเหรียง 
ระนองเรียกต้นผักเหลียง 
พังงาเรียกผักเมี่ยง 
สุราษฎร์ฯ เรียกว่าผักเขรียง
เป็นไม้พุ่มที่เจริญเติบโตอยู่ในร่มเงาไม้ใหญ่ 
มีความสูงประมาณ 3 เมตร 
สามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหญ่ได้ 
และเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ จะเป็นพุ่มหนาแน่น 
ลักษณะช่อดอกแบบเรียว (simple slender) 
มีผลเป็นช่อ เมล็ดรูปไข่ขนาด 1-1.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร 
จะออกดอกเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ และจะเกิดผลในเดือนมีนาคม 


 



การขยายพันธุ์ สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย ราก กิ่งตอน ปักชำ และเมล็ด
ผักเหลียง มีลักษณะเด่นหลายอย่าง
ถ้าเปรียบเทียบกับ ผักสวนครัว อื่นๆ 
เช่น เจริญเติบโตได้ดีในสภาพร่มเงา 
จึงสามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ได้ 
เช่น ริมสวนผลไม้ สวนยางพารา ฯลฯ 
และการดูแลรักษาง่าย ไม่ต้อง เตรียมดิน 
สามารถปลูกลงดินได้เลย 
ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก
และยังนำมาขาย เป็นรายได้เสริมของครอบครัวอีกด้วย 
นอกจากนี้ยังมีอายุยืนนานไม่ต้องปลูกบ่อยๆ 
และสามารถเก็บยอดได้ตลอดปี 
ถ้าเด็ดยอดบ่อยๆ ก็จะแตกยอด ออกมาใหม่ 
ถ้ามีการตัดแต่งกิ่งไม่ให้สูงเกิน 11/2 เมตร และใส่ปุ๋ย
ต้นเหลียงก็จะให้ผลผลิตสูงสามารถปลูกเป็น
การค้าได้ เนื่องจากไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง 
จึงไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ในพืชผักชนิดนี้

ในประเทศไทยมีผักที่น่าสนใจ 
เช่น ผักเหลียงนี้มากมาย
แต่ยังขาดความสนใจจากนักวิชาการ
และหน่วยงานของรัฐ 
ในการที่จะนำมาใช้ให้ เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ 



 



เทียบกับผักที่ปลอดสารพิษในกรุงเทพฯแล้ว 
ผักเหลียงทั้งปลอดภัย ทั้งอร่อย ทั้งประหยัดกว่า 
ชาวบ้านเก็บมาขายกำละ 5-10 บาท

ผักเหลียงอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนซึ่ง
เป็นสารต้านออกซิเดชั่นที่สำคัญ 

ทั้งยังเป็นสารตั้งต้นสร้างวิตามินเออีกด้วย 
มีข้อมูลออกมาจากภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ว่า 
ผักเหลียงร้อยกรัมหรือหนึ่งขีดไม่รวมก้าน

ให้เบต้าแคโรทีน สูงถึง 1,089 ไมโครกรัมหน่วยเรตินัล 
สูงกว่าผักบุ้งจีนสามเท่า มากกว่าผักบุ้งไทย 5-10 เท่า 

ผักเหลียงมีเบต้าแคโรทีนมากกว่าใบตำลึงเสียด้วยซ้ำ

สุดยอดของแหล่งเบต้าแคโรทีนคือแครอท 
ก็ไม่ได้มีเบต้าแคโรทีนมากไปกว่าผักเหลียงเลย

เบต้าแคโรทีนเป็นสารสีส้มในผักเหลียงมองไม่เห็น
เพราะมันถูกสีเขียว ของใบผักปกปิดไว้จนหมด 
ผักเหลียงยังให้คุณค่าของแคลเซียมและฟอสฟอรัสช่วยบำรุงกระดูกอีกด้วย

ผักเหลียงนำมาปรุงเป็นอาหารจานอร่อยได้หลายอย่างเช่น

ผักเหลียงต้มกะปิ ผักเหลียงผัดไข่
 
ภาพจากกูเกิ้ล


ห่อหมกรองด้วยผักเหลียง ผักเหลียงต้มกะทิ
 
ภาพจากกูเกิ้ล
(อันนี้จานโปรดเลยค่ะ ทานกับน้ำพริกปลาทู สุดยอด)


ผักเหลียงลวกกะขนมจีนน้ำยาและอีกหลายๆจานอร่ิอย

เครดิต:siamsouth.com

มะรุม

สมุนไพรไทยนี้
อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ของคนหลายๆคน
แต่การจดบันทึกไว้ เพื่อศึกษา เป็นสำคัญค่ะ



ข้อมูลจากThai herbs Clinic


ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาว
เพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย
รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล
คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม
ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปลวกหรือดอง
เก็บไว้กินกับน้ำพริก น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่ว
หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้ ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย ยำฝักมะรุมอ่อนเป็นต้น

ประเทศอื่นๆจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง
หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ
นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร
เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนคร
ใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่น
ไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า มะรุมเป็นพืชที่สามารถรักษาทุกโรค
ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลำไส้อักเสบ โรคปอดอักเสบ
ฆ่าจุลินทรีย์ หรือเป็นยาปฏิชีวนะ
และแต่ละส่วนของต้นมะรุมยังมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถใช้เป็นยาได้

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้
แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ
ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก
แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนม
จะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนม
และเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam.
วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ
ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย
ชื่อมะรุมนี้ เป็นคำเรียกของชาวภาคกลาง
หากเป็นทางภาคเหนือจะเรียกว่า "ผักมะค้อนก้อม"
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม"
ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง"
ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น



ลักษณะต้นมะรุม

มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-4 เมตร ทรงต้นโปร่ง
ใบเป็นแบบขนนก หรือคล้ายกับใบมะขามออกเรียงแบบสลับกัน
ผิวใบสีเขียว ด้านล่างสีจะอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็นช่อสีขาว
กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลหรือฝักมีความยาว 20-50 เซนติเมตร
ลักษณะเหมือนไม้ตีกลอง เปลือกผล หรือฝักเป็นสีเขียวมีส่วนคอด
และส่วนมนเป็นระยะตามความยาวของฝัก ฝักแก่ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาล
เมล็ดมีเยื่อหุ้มกลมเป็นสีน้ำตาล มีขนาดเล็ก
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

มะรุม เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด
ต้องการน้ำ และความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด
และการปักชำ การปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน
เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ ริมรั้วบ้านหรือหลังบ้าน 1-2 ต้น
เพื่อให้เป็นผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียงที่ไม่ต้องซื้อหา




มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน
เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ
เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม
ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ
ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา
ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น

สรรพคุณทางยา :

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD (โรคเม็ดโลหิตแดงแตกกระจาย)ไม่ควรรับประทาน


คุณค่าทางอาหารของมะรุม

ใบ มะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

5
ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน 26 แคลอรี
โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)


6


ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

7

ราก มีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ

เปลือกจากลำต้น มีรสร้อน นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ผ้าห่อทำเป็นลูกประคบนึ่งให้ร้อนนำมาใช้ประคบ แก้โรค ปวดหลัง ปวดตามข้อได้เป็นอย่างดี รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก) แพทย์ตามชนบท จะใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมา

กระพี้ แก้ไข้สันนิบาดเพื่อลม

ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่า ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน

ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ใช้ต้มทำน้ำชาดื่มช่วยให้นอนหลับสบาย

ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้

เมล็ด นำ เมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันสามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา

เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ด เป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

นอกจากนี้กากของเมล็ดกาก ที่เหลือจากการทำน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในการกรอง หรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้ กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถนำมาทำปุ๋ยต่อได้อีกด้วย

8
น้ำมันมะรุม
สรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

9

การทำน้ำมันมะรุมมี 3 วิธีใหญ่ ๆ
1.นำเมล็ดมะรุมในฝักแก่ มาทำการทอดในน้ำมันมะพร้าวด้วยไพอ่อนๆ จนเมล็ดแห้งกรอบ
2.นำเมล็ดมะรุมในฝักแก่ มาบดละเอียดแล้วผสมน้ำ แล้วนำไปกลั่นเหมือนการต้มเหล้า
3.วิธีนี้สำคัญ เพราะไม่มีความร้อนมาเกี่ยวข้อง ไม่มีน้ำมาเกี่ยว เป็นการบีบเย็นเลยทำให้คงรักษาคุณค่าสารสำคัญได้มาก และได้น้ำมันคุณภาพดีที่สามารถเก็บไว้ได้นาน
น้ำมันมะรุม บีบเย็น
เริ่ม จากการนำเม็ดมะรุมจากฟักแก่มาตากแดด เพื่อไล่ความชื้น แล้วทำการบีบด้วยเครื่องบีบอัดระบบสกูรแนวนอน จากเม็ดมะรุม 6 กิโลกรัม ได้น้ำมันมะรุม 150 ซีซี


10

ชะลอความแก่
กล่าว กันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย
ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

11

การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจาก การกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม
ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

12

การกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอร อลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

จากการวิจัย มะรุมสามารถขับไขมันในเส้นเลือด ในตับและในไตได้ แต่ไม่เป็นตัวขับนำ หากจะรักษาอาการบวมจากโรคไต ควรรับประทาน ตะไคร้ แกนสับประรด อ้อยแดง หรือหญ้าคา ต้มเอานำดื่ม จะใช้ตัวเดียวหรือหลายตัวผสมได้ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะออกฤทธิ์ในการขับนำปัสสาวะ และรักษาอาการอักเสบทางเดินปัสสาวะได้ดีกว่า อีกทั้งไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยาขับปัสสาวะแผนปัจจุบันที่จะทำให้หูอื้อได้ ค่ะ

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้

ข้อแนะนำในการรับประทานสมุนไพร

1.ควรศึกษาให้ดีก่อนว่าสมุนไพรชนิดนั้นๆมีฤทธิ์ทางใด มีข้อห้ามและข้อควรรับประทานอะไรบ้าง จึงจะเกิดประโยชน์และไม่มีโทษ

2.หากสงสัยควรถามแพทย์แผนไทยหรือผู้รู้ให้กระจ่างก่อนจึงจะปลอดภัย

3.ปกติแล้วสมุนไพรทุกชนิด หากเรารับประทานเป็นประจำเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ควรได้หยุดรับประทานเป็นระยะๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ และขับสารที่สะสมออกบ้าง จะทำให้ได้รับประโยชน์ได้เต็มที่และไม่เกิดผลข้างเคียง

ว่านนางคุ้ม

ว่านนี้มีค่าทางใจ

ว่านผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน หรือ ภูตผู้เฒ่าเฝ้า บ้าน
ชื่อสามัญ : ว่านนางคุ้ม (brisbane lily)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eurydes amboinensis Lindl.
ตระกูล : Amaryllidaceae






ประโยชน์ :
นิยมปลูกไว้ในบ้านเพื่อคุ้มภัยพิบัติต่าง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอัคคีภัยจะดีเด่นเป็นพิเศษ
ทุกบ้านควรเสาะหามาไว้ประจำบ้าน
เมื่อถึงเวลาคับขันจะผ่อนหนักเป็นเบาได้ทันตาเห็น
เพราะชื่อ
“ นางคุ้ม ”
หมายถึงการคุ้มครองโดยตรงคนโบราณจึงนับถือมาก



วิธีปลูก :
เนื่องจากไม้นี้มีลักษณะใบสวยงาม
มักนิยมปลูกไว้เป็นไม้ประดับบ้านอีกประการหนึ่งด้วย
จึงชอบที่จะหากระถางที่มีลวดลายสวยงามเป็นภาชนะรองรับ
เครื่องปลูกใช้อิฐทุบละเอียด
ผสมผงถ่านและดินเบาเล็กน้อย
ระวังอย่าให้น้ำขังได้หมั่นรดน้ำให้เปียก
แต่อย่าให้มากจนเกิน
ใบจะเขียวงดงามยิ่งนัก



เป็นว่านที่มีหัวอยู่ใต้ดิน
ลักษณะคล้ายหอมหัวใหญ่
ซึ่งหัวประกอบไปด้วยกลีบของหัว
ที่เรียงซ้อนกันอยู่จนเป็นหัวกลม
ใบกลมใหญ่ หนา คล้ายใบฟักทอง
มีสีเขียว ก้านใบยาวสีเขียวแก่




ดอกออกเป็นช่อจากกลางกอ
ก้านดอกเป็นแท่งสูงตรง ดอกเป็นสีขาว
แต่ละดอกประกอบด้วยกลีบ 6 กลีบ
เกสรสีเหลือง มีกลิ่นหอม



ดินที่จะนำมาปลูกว่านนางคุ้ม
ให้นำไปเผาไฟเสียก่อน
แล้วทุบดินให้แตกละเอียด
แล้วตากน้ำค้างทิ้งไว้ 1 คืน
จึงนำดินใส่กระถางสำหรับปลูก
วางหัวว่านกลางกระถางแล้วกลบดิน
ไม่ต้องให้ดิน ปิดหัวว่านจนมิด
ให้หัวว่านโผล่ขึ้นมาเล็กน้อย
รดน้ำพอเปียกเท่านั้น อย่าให้น้ำมากไป
เพราะจะทำให้หัวว่านเน่าได้
รดน้ำ เช้า-เย็น อย่างสม่ำเสมอ



cc;บ้านอุณมิลิต
เชื่อกันว่านนางคุ้ม
เป็นว่านที่มีความมงคลทางด้านคุ้มครองป้องกันอันตรายต่าง ๆ
ถ้าปลูกไว้ในบ้านจะมีคุณทางป้องกันไฟไหม้ได้
คือ จะคุ้มครองให้บ้านและผู้เป็นเจ้าของรอดพ้นจากการถูกไฟไหม้

ว่านนางคุ้มหรือ ว่าน ผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน
ไม่ธรรมดาเลยหากปลูกว่านชนิดนี้
อย่างถูกต้องตามขั้นตอนพิธีกรรมตามโบราณ
อิทธิคุณของว่านนางคุ้มนี้
จะมีคุณสูงมากเกินกว่าที่หลายๆ ท่านคาดคิดถึง
โบราณท่านยกย่องว่าเป็นว่านที่มีญาณว่าน (เจตภูติ) คุ้มครอง
สามารถป้องกันภัย โจรผู้ร้าย ไฟไหม้
ตลอดจนภัยอันตรายต่างๆ ไม่ให้เข้ามากล้ำกลาย
อาณาบริเวณเคหะสถานที่มีว่านอยู่ได้
และเป็นว่านทางเรียกโชค เรียกลาภอีกด้วย
การปลูกว่านชนิดนี้ให้ได้ผล
ต้องเริ่มจาก อาถรรพ์กำกับดิน
ดินมงคลลงอาคม
ต้องเลือกดินมงคลที่มีอำนาจเป็นชัยภูมิมงคล
ผสมมวลสารมงคลอย่างผงแก้วเจ็ดประการ
ยันต์แม่พระธรณีจตุโร
ผงว่านมงคล๑๐๘ (เกิดญาณว่าน)
ผงดิน เจ็ดเขา เจ็ดสมุทร ผงดินใต้น้ำ ผงดินกลางเมือง
ซึ่งต้องเป็นการเลี้ยงโดยใช้อาคมกำกับ
ว่านชนิดนี้จึงจะมีคุณานุภาพไม่ยิ่งหย่อนกว่า
กุมารทองหรือเครื่องรางใดใด
ซ้ำยิ่งเลี้ยงยิ่งเพิ่มอานุภาพ
ยิ่งค้ำคูน ยิ่งแสดงอำนาจศักดิ์สิทธิ์
จนสามารถบนบอกได้สำเร็จผลดังใจนึก



ว่า่นต้นนี้ปลูกเองกับมือค่ะ
มีเพื่อนให้มานานแล้ว
แข็งแรง คงทน งอกงาม
ภูมิใจจัง น่าแปลกที่รู้สึกอุ่นใจ
ทุกครั้งที่มอง "นางคุ้ม"
บ้านเรามีผู้แก่ผู้เฒ่าคอยคุ้มครอง

ไม่เคยมีดอกเลยค่ะ
แต่พอย้ายที่ตั้งใหม่
สงสัยเป็นที่ถูกอกถูกใจท่านผู้เฒ่า
เลยออกดอกสวยน่ารักจริงๆ

รูปวันนี้มาในแนวหลังดำค่ะ
ตอนเริ่มทำบล็อกใหม่ๆ
ถอยกล้องใหญ่มาถ่ายรูป
แต่ฝีมือไม่ดีและขาดการฝึกฝน
ขี้เกียจขนไปไหนๆด้วย หนักๆๆ
ก็เลยปล่อยวาง
ไปหาตัวเล็กๆมาเล่นแทน

หลังดำของเราไม่ต้องใช้ฝีมือแต่
อุปกรณ์พิเศษราคาแพงงงช่วยได้มากค่ะ
แค่มีกระดาษโปสเตอร์สีดำๆ
ขนาดหนึ่งตารางฟุต ราคาสองบาท
แค่นั้น ได้หลังดำสมใจ
ถ้ายังไม่หนำก็เอาไปทำแซททูเรชั่น
ลดแสงลงอีกหน่อยก็พอแระ อิ อิ อิ

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง
ชื่อวิทย์ Hbiscus sabdariffa Linn.
ชื่อวงศ์ MALVACEAE
ชื่อทั่วไป กระเจี๊ยบเปรี้ยว(กลาง), ผักเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มตะแลงแครง (ตาก), ส้มปู(แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะ: กระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก
สูงประมาณ 3–6 ศอก ลำต้นและกิ่งก้านมีสีม่วงแดง
ใบมีหลายแบบด้วยกัน ขอบใบเรียบ
บางทีก็มีรอยหยักเว้า 3 หยัก
สีของดอกเป็นขาวเหลือง
ตรงกลางดอกมีสีเข้มมากกว่าขอบนอกของกลีบ
เมื่อกลีบดอกร่วงโรยไป
กลีบรองดอกและกลีบเลี้ยงก็จะเจริญเติบโตขึ้นอีก
เกิดเป็นสีม่วงแดงเข้มหุ้ม เมล็ดเอาไว้ภายใน

การขยายพันธุ์: ใช้เมล็ดปลูก
ควรปลูกในหน้าฝน พรวนดินก่อนปลูก
ขุดหลุมปลูกหลุมละ 2-3 เมล็ด
ระยะห่างของหลุมประมาณ ½-1 เมตร
พอต้นอ่อนงอกออกมาแล้ว
ให้ถอนต้นที่อ่อนแอกว่าออกไปเอาต้นที่แข็งแรงไว้
รดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืชออกให้หมด







สรรพคุณ

ใบ :กินได้ทั้งดิบและสุก
ใส่ในแกงเผ็ดเพื่อแต่งรสได้
ใบอ่อนและยอด ใช้แต่งรสเปรี้ยว ใส่ต้มหรือแกง
ชาวมอญใช้ใบกระเจี๊ยบแดงทำแกงกระเจี๊ยบ
กลีบเลี้ยงสีแดงใช้ทำเครื่องดื่ม มีวิตามินเอสูง
พบทั้งในประเทศไทยและแถบประเทศเม็กซิโก
กลีบเลี้ยงมีเพ็กตินสูง ใช้ทำแยมและประกอบอาหาร เบเกอรี่ได้ดี
มีฤทธ์กัดเสมหะ ทำให้โลหิตไหลเวียนดี
ช่วยย่อย อาหาร ขับปัสสาวะ ตำพอกฝี ล้างชะบาดแผล


กลีบเลี้ยง :(รสเปรี้ยว) ขับปัสสาวะ แก้เสมหะ
ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
แก้กระหายน้ำ ขับเมือก ให้ลงสู่ทวารหนัก



เมล็ด :(รสเมา) เมล็ดบดเพื่อเป็นยาระบาย
ขับปัสสาวะ และยาบำรุง
ขับเหงื่อ ลดไขมันในโลหิต บำรุงโลหิต
บำรุง ธาตุ ชับน้ำดี ขับปัสสาวะ
แก้โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ


รสเปรี้ยวของดอกกระเจี๊ยบทำให้ชุ่มคอ
ช่วยขับปัสสาวะ ลดความดันเลือด (อาจเนื่องมาจากฤทธิ์ขับปัสสาวะ)
ลดความหนืดของเลือด ป้องกันต่อมลูกหมากโต
แก้อาการขัดเบา และสามารถลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย


ผลอ่อน:(รสจืด)ต้มกินติดต่อกัน ๕-๘ วัน
ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด
ผลแห้งป่นเป็นผง กินครั้งละ ๑ ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตามวันละ ๓-๔ ครั้ง
ช่วยรักษาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ
แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ
ลดไขมันใน โลหิต รักษาแผลในกระเพาะอาหาร


๑. ขับปัสสาวะ ใช้ดอกกระเจี๊ยบต้มดื่มต่างน้ำ
ช่วยขับปัสสาวะ ลดการ อักเสบของไต
และทางเดินปัสสาวะ ไม่พบผลข้างเคียงอันใด

๒. ลดความดัน ใช้กระเจี๊ยบ ๑๐-๑๕ ดอก ต่อน้ำ ๑ แก้ว
ต้มกิน ๓-๕ เวลา ช่วยลดความดัน

๓. ขับนิ่วในไต ต้มน้ำต้มกระเจี๊ยบวันละ ๔ แก้ว(๑ ลิตร)
ปัสสาวะที่เคย ขุ่นกลับใส และปัสสาวะเป็นกรดมากขึ้น

๔. ช่วยให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง ใช้ดอกกระเจี๊ยบต้มน้ำดื่ม

๕. แก้พยาธิตัวจี๊ด เอา กระเจี๊ยบทั้ง๕ ต้มน้ำ ๓ ส่วนเอา ๑ ส่วน
กิน ๑ ถ้วยชา หลังอาหาร ๓๐ นาที ๓ เวลาติดต่อกัน ๑ สัปดาห์
จะใช้น้ำผึ้งครึ่ง ถ้วยชา และน้ำยาครึ่งถ้วยชาก็ได้

๖. ลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ โคเลสเตอรอล
ใช้ชาชงดอกกระเจี๊ยบ กินวันละ ๔ แก้ว

๗. ยับยั้ง เนื้องอก โพลีแซคคาไรด์
จากตาดอก(flower buds) ของ กระเจี๊ยบ
ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเนื้องอกให้ช้าลง และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

๘. ช่วยระบายและทำให้อุจจาระนุ่ม ใช้ดอกกระเจี๊ยบต้มดื่ม






จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
น้ำต้มดอกแห้งมีกรดผลไม้และ AHA หลายชนิดในปริมาณสูง
ดอกกระเจี๊ยบมีสารต้านอนุมูลอิสระมาก
ในปริมาณใกล้เคียงกับบลูเบอร์รี่ เชอร์รี่และแครนเบอร์รี่
จึงอวยประโยชน์ด้านป้องกันมะเร็ง
ชะลอแก่ และช่วยให้เส้นเลือดอ่อนนิ่ม


ลาก่อนจ้าา บลูเบอร์รี่ สวัสดีกระเจี๊ยบแดง


น้ำต้มดอกกระเจี๊ยบแห้งมีสารแอนโทไซยานินสูง
สารกลุ่มนี้เองเป็นสารหลัก (เกินร้อยละ ๕๐)
ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
แอนโทไซยานิน จากกระเจี๊ยบ
มีฤทธิ์ยับยั้งออกซิเดชั่นของแอลดีแอล
และยับยั้งการตายของมาโครฟาจ
สาร Delphinidin 3-sambubioside (Dp3-Sam),
เป็นแอนโทไซยานินชนิดหนึ่งที่ได้
จากดอกกระเจี๊ยบแห้ง Dp3-
มีฤทธิ์กำจัดเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวในห้องทดลองได้
จึงมีผลในการป้องกันการเกิดมะเร็ง
และอาจใช้ชะลอการลุกลามของมะเร็งบางชนิด ได้


ข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน

ใบบัวบก

ใบบัวบก



ใบบัวบก ผักธรรมดาที่คุณรู้จักกันมานานแล้ว
แต่อาจจะมองข้ามไปนั้น
มีคุณประโยชน์มากมายไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
ชื่อสามัญ : Asiatic Pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์ : UMBELLIFERAE
ใบบัวบก เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กที่ขึ้นบนดิน
แต่มีลักษณะใบคล้ายกับใบบัว
ในใบบัวบกประกอบด้วยสารสำคัญหลายอย่าง
อาทิเช่น ไตรเตอพีนอยด์ (อะซิเอติโคไซ)
บราโมไซ บรามิโนไซ
มาดิแคสโซไซ(เป็นไกลโคไซด์ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)
กรดมาดิแคสซิค ไทอะมิน(วิตามินบี 1) ไรโบฟลาวิน(วิตามินบี2)
ไพริดอกซิน(วิตามินบี6) วิตามินเค แอสพาเรต กลูตาเมต
ซีริน ทรีโอนีน อลานีน ไลซีน
ฮีสทีดิน แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม

สารไตรเตอพีนอยด์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างคอลลาเจน
(ซึ่งเปรียบเสมือนร่างแหที่ประกอบ กันเป็นโครงสร้างหลักของเซลล์ในส่วนต่างๆของร่างกาย และยังเป็นผนังที่หุ้มล้อมรอบหลอดเลือดอีกด้วย)
ดังนั้นใบบัวบกจึงสามารถลดความดันเลือดได้
เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่เส้นเลือด
ใบบัวบกจึงมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้เป็นเบาหวานเพราะ
จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนผ่านเส้นเลือดฝอย
การแลกเปลี่ยนออกซิเจนผ่านเส้นเลือดฝอย
จะช่วยลดการบวม เส้นประสาทเสื่อม เหน็บชา แขนขาอ่อนแรง
นอกจากนี้ใบบัวบกทำให้ผิวหนังเต่งตึงและมีความยืดหยุ่นขึ้น
ตลอดจนช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็น
และช่วยให้แผลหายเร็ว เนื่องจากใบบัวบกจะควบคุม
ไม่ให้เกิดการสร้างคอลลาเจนบริเวณแผลมากจนเกินไป
ดังนั้นจึงนิยมนำใบบัวบกไปใช้ในการรักษาแผลต่างๆ
อาทิเช่น แผลผ่าตัด การปลูกถ่ายผิวหนัง
แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง หรือแม้แต่แผลจากโรคเรื้อน

ใบบัวบกจะช่วยลดขนาดของเส้นเลือดขอด
เนื่องจากใบบัวบกจะทำให้คอลลาเจนที่หุ้มรอบเส้นเลือดดำยืดหยุ่นมากขึ้น
ทำให้การไหลเวียนผ่านเส้นเลือดดำเป็นไปได้สะดวกขึ้น

การรับประทานใบบัวบก ไม่ว่าจะเป็นการทานสด เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือคั้นน้ำ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความกังวลและความเครียดได้ เนื่องจากในใบบัวบกประกอบด้วยวิตามินบี1,บี2 และบี6 ในปริมาณสูง
นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายหลั่ง GABA (gamma-aminobutyric acid) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งในปริมาณที่มากขึ้นด้วย
จากการศึกษายังพบว่า การรับประทานใบบัวบกจะทำให้คุณสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น มีสมาธิมากขึ้น ความจำดีขึ้น
และใบบัวบกยังช่วยกำจัดสารพิษซึ่ง สะสมในสมองและระบบประสาท
ตลอดจนช่วยกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย
ประเภทโลหะหนักและยาต่างๆได้เป็นอย่าง ดี

เคยมีการใช้ใบบัวบกเพื่อรักษาความผิดปกติที่ตับและไต
เช่น ตับอักเสบ โรคตับที่เกิดจากการดื่มสุรา
ข้ออักเสบ รูมา ไทติส รำมะนาด(เหงือกอักเสบ)
และจากการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้พบว่าในใบบัวบก
ยังมีสารที่มีฤทธิ์ต้าน มะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย
จะเห็นว่า

นอกจากนี้ในการศึกษาทางเภสัชวิทยาเพื่อค้นหาสารสำคัญ
หรือหาสารออกฤทธิ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในใบบัวบก
พบว่า ใบบัวบกจะให้สารไกลโคไซด์ (Glycosides) หลายชนิด
ที่ให้ผลต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidation)
ซึ่งส่งผลให้การลดความเสื่อมของเซลล์ อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้
นอกจากนี้ยังพบว่าสารไกลโคไซด์ที่ได้จากใบบัวบก
ยังส่งผลในการช่วยดูแลสุขภาพ เร่งการสร้างสารคอลลาเจน (Collagen)
ที่เป็นโครงสร้างของผิว
ให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้แผลสมานตัวได้ เร็ว


จริงๆแล้วใบบัวบกน่าจะเป็นพืชที่รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย
แต่เด็กๆส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบ เพราะกลิ่นฉุนและรสชาด
ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะ ยังไม่ค่อยมีปัญหาด้านสุขภาพร่างกายมากนัก

ผู้ที่ควรทานใบบัวบก ได้แก่

1. ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม อาทิ ผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง
2. ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างมาก และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความทรงจำ
3. ผู้ที่มีความเครียดสูงจากการทำงานหนัก
4. ผู้ที่มีความผิดปกติทางผิวหนัง และกล้ามเนื้อโดยมีอาการฟกช้ำ และผิวหนังอักเสบ
5. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด เพราะช่วยเร่งการสมานแผลให้เร็วยิ่งขึ้น

หมายเหตุ
ใบบัวบก ทำเป็นน้ำคั้นสดๆ ผสมน้ำตาลทราย
ใส่น้ำแข็งทุบ สดชื่นดีและมีประโยชน์มากมาย

หรือรับประทานสดๆ(ล้างให้สะอาดก่อนนะคะ)
กับแกงเผ็ดใต้เพราะมีส่วนประกอบของขมิ้นชันเยอะ
แบบนี้ได้หลายเด้งเลยค่ะ
ทั้งอร่อยเพิ่มรสชาด แถมยังเจริญอาหารอีกด้วย
อ้อ ไฟเบอร์สูงมากด้วยค่ะ


ข้อมูลส่วนใหญ่จาก Thai good view .com ค่ะ

ลบรอยตีนกาด้วยน้ำใบบัวบก

วิธีคือ นำ ใบบัวบกที่ได้มาล้างให้สะอาด
แล้วนำมาปั่น หรือจะบด จะโขลกพอได้น้ำใบบัวบกสดๆ แล้ว
ใช้สำลีชุบน้ำใบบัวบกมาทาให้ทั่วใบหน้า ทาทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
แล้วล้างออก ทาทุกวันก่อนนอน หรือจะหลับไปเลยก็ได้

น้ำใบบัวบกจะไป ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ซึ่งจะช่วยลบรอยตีนกาได้ แต่ที่สำคัญต้องทำสม่ำเสมอ ถึงจะเห็นผล

ข้อมูลจากเดลินิวส์ ภาพจาก กูเกิ้ล



2.05.2555

มะรุม

สมุนไพรไทยนี้
อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ของคนหลายๆคน
แต่การจดบันทึกไว้ เพื่อศึกษา และเผยแพร่ เป็นสำคัญค่ะ


ข้อมูลจากThai herbs Clinic


ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาว
เพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย
รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล
คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม
ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปลวกหรือดอง
เก็บไว้กินกับน้ำพริก น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่ว
หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้ ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย ยำฝักมะรุมอ่อนเป็นต้น



ประเทศอื่นๆจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง
หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ
นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร
เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนคร
ใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่น
ไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

ในคัมภีร์ไบเบิ้ลกล่าวไว้ว่า มะรุมเป็นพืชที่สามารถรักษาทุกโรค
ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลำไส้อักเสบ โรคปอดอักเสบ
ฆ่าจุลินทรีย์ หรือเป็นยาปฏิชีวนะ
และแต่ละส่วนของต้นมะรุมยังมีคุณสมบัติเฉพาะที่สามารถใช้เป็นยาได้

ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้
แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ
ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก
แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนม
จะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนม
และเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam.
วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ
ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย
ชื่อมะรุมนี้ เป็นคำเรียกของชาวภาคกลาง
หากเป็นทางภาคเหนือจะเรียกว่า "ผักมะค้อนก้อม"
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก "ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม"
ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก "กาแน้งเดิง"
ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก "ผักเนื้อไก่" เป็นต้น



ลักษณะต้นมะรุม

มะรุมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 3-4 เมตร ทรงต้นโปร่ง
ใบเป็นแบบขนนก หรือคล้ายกับใบมะขามออกเรียงแบบสลับกัน
ผิวใบสีเขียว ด้านล่างสีจะอ่อนกว่าด้านบน ดอกออกเป็นช่อสีขาว
กลีบดอกมี 5 กลีบ ผลหรือฝักมีความยาว 20-50 เซนติเมตร
ลักษณะเหมือนไม้ตีกลอง เปลือกผล หรือฝักเป็นสีเขียวมีส่วนคอด
และส่วนมนเป็นระยะตามความยาวของฝัก ฝักแก่ผิวเปลือกเป็นสีน้ำตาล
เมล็ดมีเยื่อหุ้มกลมเป็นสีน้ำตาล มีขนาดเล็ก
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร

มะรุม เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด
ต้องการน้ำ และความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด
และการปักชำ การปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน
เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ ริมรั้วบ้านหรือหลังบ้าน 1-2 ต้น
เพื่อให้เป็นผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียงที่ไม่ต้องซื้อหา




มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน
เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ
เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม
ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ
ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา
ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น


สรรพคุณทางยา :

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม
เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD (โรคเม็ดโลหิตแดงแตกกระจาย)ไม่ควรรับประทาน


คุณค่าทางอาหารของมะรุม

ใบ มะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน 26 แคลอรี
โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)




ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ


ราก มีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ

เปลือกจากลำต้น มีรสร้อน นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ผ้าห่อทำเป็นลูกประคบนึ่งให้ร้อนนำมาใช้ประคบ แก้โรค ปวดหลัง ปวดตามข้อได้เป็นอย่างดี รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก) แพทย์ตามชนบท จะใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมา

กระพี้ แก้ไข้สันนิบาดเพื่อลม

ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่า ใบมะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน

ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ใช้ต้มทำน้ำชาดื่มช่วยให้นอนหลับสบาย

ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้

เมล็ด นำ เมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันสามารถใช้ทำอาหาร รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา

เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี การรับประทานเนื้อในเมล็ด เป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

นอกจากนี้กากของเมล็ดกาก ที่เหลือจากการทำน้ำมัน สามารถนำมาใช้ในการกรอง หรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำดื่มได้ กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง และยังสามารถนำมาทำปุ๋ยต่อได้อีกด้วย

น้ำมันมะรุม
สรรพคุณ..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น


การทำน้ำมันมะรุมมี 3 วิธีใหญ่ ๆ
1.นำเมล็ดมะรุมในฝักแก่ มาทำการทอดในน้ำมันมะพร้าวด้วยไพอ่อนๆ จนเมล็ดแห้งกรอบ
2.นำเมล็ดมะรุมในฝักแก่ มาบดละเอียดแล้วผสมน้ำ แล้วนำไปกลั่นเหมือนการต้มเหล้า
3.วิธีนี้สำคัญ เพราะไม่มีความร้อนมาเกี่ยวข้อง ไม่มีน้ำมาเกี่ยว เป็นการบีบเย็นเลยทำให้คงรักษาคุณค่าสารสำคัญได้มาก และได้น้ำมันคุณภาพดีที่สามารถเก็บไว้ได้นาน
น้ำมันมะรุม บีบเย็น
เริ่ม จากการนำเม็ดมะรุมจากฟักแก่มาตากแดด เพื่อไล่ความชื้น แล้วทำการบีบด้วยเครื่องบีบอัดระบบสกูรแนวนอน จากเม็ดมะรุม 6 กิโลกรัม ได้น้ำมันมะรุม 150 ซีซี



ชะลอความแก่
กล่าว กันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย
ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว


การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจาก การกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม
ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก


การกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอร อลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

จากการวิจัย มะรุมสามารถขับไขมันในเส้นเลือด ในตับและในไตได้ แต่ไม่เป็นตัวขับนำ หากจะรักษาอาการบวมจากโรคไต ควรรับประทาน ตะไคร้ แกนสับประรด อ้อยแดง หรือหญ้าคา ต้มเอานำดื่ม จะใช้ตัวเดียวหรือหลายตัวผสมได้ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะออกฤทธิ์ในการขับนำปัสสาวะ และรักษาอาการอักเสบทางเดินปัสสาวะได้ดีกว่า อีกทั้งไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยาขับปัสสาวะแผนปัจจุบันที่จะทำให้หูอื้อได้ ค่ะ

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้

ข้อแนะนำในการรับประทานสมุนไพร

1.ควรศึกษาให้ดีก่อนว่าสมุนไพรชนิดนั้นๆมีฤทธิ์ทางใด มีข้อห้ามและข้อควรรับประทานอะไรบ้าง จึงจะเกิดประโยชน์และไม่มีโทษ

2.หากสงสัยควรถามแพทย์แผนไทยหรือผู้รู้ให้กระจ่างก่อนจึงจะปลอดภัย

3.ปกติแล้วสมุนไพรทุกชนิด หากเรารับประทานเป็นประจำเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ควรได้หยุดรับประทานเป็นระยะๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับสภาพ และขับสารที่สะสมออกบ้าง จะทำให้ได้รับประโยชน์ได้เต็มที่และไม่เกิดผลข้างเคียง