แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม่ได่เป็นแค่ดอกหญ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไม่ได่เป็นแค่ดอกหญ้า แสดงบทความทั้งหมด

2.04.2555

ผักตบไทย


ชื่อวิทยาศาสตร์ 
Monochoria hastata (linn.) solms
วงศ์ PONTEDERIACEAE
ชื่ออื่นๆ
ผักตบ ผักโป่ง (ภาคกลาง)
ผักสามหาว, โพลง,
ผักตบเขียด ผักหลอด
ผักสิ้น(สงขลา)

 เป็นไม้น้ำอายุหลายปี
มีลักษณะเป็นกอมีลำต้นใต้ดิน
ชูก้านใบขึ้นเหนือระดับน้ำ
ลักษณะก้านใบ กลมสีเขียวยาวและอวบน้ำ
สูง 14-20 ซม.
ภายในลำต้นมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ
ช่วงโคนจะเป็นกาบ
ช่วงกลางลำต้นถึงใบจะมีลักษณะกลม
ขนาดเล็กยาว 15-20 ซม.





ใบ เป็นใบเดี่ยว
รูปหัวใจหรือคล้ายหัวลูกศร
สีเขียวผิวเรียบปลายใบแหลม
ฐานใบเว้าเข้าหากัน
เส้นใบขนานกันและไม่ชัดเจน
ใบกว้าง 1-2 ซม. ยาว 4.5-8 ซม.


    ดอก เป็นช่อแทงออกจากรากปลายสุด
ดอกเป็นกระจุกรวมกัน
ดอกย่อยมีขนาดเล็กกลีบดอกสีม่วง
แต่ละช่อมีดอกย่อย 21-26 ดอก
ออกดอกตลอดปี




ถิ่นกำเนิด
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตามเเหล่งน้ำจืด

เป็นพืชน้ำทนต่อความแห้งแล้งได้
และขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว

ประโยชน์
ต้น รสจืดแก้พิษในร่างกาย
 ขับลมตำพอก แก้แผลอักเสบ
เป็นอาหารของสัตว์
ก้านใบ ใช้ทำเครื่องจักสาน
ใช้พอกถอนพิษ
เเก้ปวดเเสบปวดร้อน
ช่อดอกอ่อนเป็นอาหาร
ขยายพันธุ์โดย
เมล็ด หน่อ  ไหล แยกต้นอ่อน




สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ขึ้นในน้ำตามห้วย - หนอง
และในทุ่งนาที่ชื้นแฉะ รากต้องติดดิน(ไม่ลอยน้ำแบบผักตบชวา)

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์
ตลอดปี
การปรุงอาหาร
ยอดอ่อน ใบอ่อน
ดอกอ่อน ต้นอ่อน ก้านดอก
ใช้รับประทานสดหรือนำมาต้มให้สุก
รับประทานเป็นผัก
ร่วมกับน้ำพริก ส้มตำ
ยอดอ่อน ดอกอ่อน ก้านดอก
นำไปปรุงเป็น แกงส้ม แกงเลียง ผัด

ประโยชน์ทางยา
ผักตบไทยมี รสจืด


สรรพคุณ
ขับพิษร้อน ขับปัสสาวะ
หรือใช้ผสมกับผักกระเฉด
ตำคั้นเอาน้ำรับประทานแก้พิษเบื่อเมา


กองโภชนาการ กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข
รายงานว่าผักตบไทย 100 กรัม
ให้พลังงานต่อร่างกาย 9 กิโลแคลอรี่
ประกอบด้วยเส้นใย 0.7 กรัม
แคลเซียม 31 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.1 มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน 1,961 ไมโครกรัม
วิตามินเอ 324 ไมโครกรัมของเรตินนอล
วิตามินบีหนึ่ง 0.01 มิลลิกรัม
 วิตามินบีสอง 0.30 มิลลิกรัม
ไนอาซิน 3.1 มิลลิกรัม
วิตามินซี 5 มิลลิกรัม



 ข้อควรระวัง - ยังไม่มีค่ะ


ข้อมูลจาก" หอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช"

ชุมเห็ดเทศ

ชื่อสมุนไพร : ชุมเห็ดเทศ
ชื่อวิทยาศาสตร์  : Classia alata Linn.
ชื่อสามัญ : Ringworm Bush
วงศ์       : LEGUMINOSAE
ชื่อพ้อง Cassia alata L., Cassia bracteata L.f.,
Herpetica alata (L.) Raf.
ชื่อท้องถิ่น : ชุมเห็ดเทศ (ภาคกลาง)
ขี้คาก ลับมึนหลวง
หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ)
ส้มเห็ด (เชียงราย)
ชุมเห็ด (มหาสารคาม)
ตะลีพอ จุมเห็ด ตะสีพอ(กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน)
ล้างหมื่นหลวง, หญ้าเล็บหมื่นหลวง
Ringworm bush, Ringworm senna,
Ringworm shrub, Candlestick senna,
Candle bush, Candelabra bush,
Christmas candle, Empress candle plant,
Seven golden candlesticks, Impetigo bush


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ชุมเห็ดเทศ เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 1-5 เมตร
มีแขนงมาก ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อย 4-20 คู่ ก้านใบแข็ง ตั้งฉากกับกิ่ง ใบเรียงตัวเป็นคู่และเรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกัน รูปร่างของใบเป็นรูปไข่ขอบขนาน ปลายใบมน หรือมีรอยเว้าตอนปลาย
ใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 5-15 ซม. ดอกออกเป็นช่อสีเหลืองใหญ่ ผลเป็นฝักแบนมีปีก 4 ปีก คล้ายถั่วพู
ฝักอ่อนมีสีเขียว ฝักแก่สีดำและมีเมล็ดสีดำ


ส่วนที่ใช้เป็นยา
ใบสดหรือแห้ง ดอกสด เมล็ดแห้ง
ดอกสดของต้นขนาดกลางไม่แก่หรืออ่อนเกินไป
รสและสรรพคุณ
รสเบื่อเอียน ช้แก้กลากเกลื่อนโรคผิวหนังและอาการท้องผูก

สารสกัดหรือสารสำคัญของชุมเห็ดเทศ
มีฤทธิ์ทางยาหลายประการ ดังนี้
ฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และฤทธิ์เป็นยาระบาย
และทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือท้องเสียน้อยกว่า
ขับปัสสาวะ  ลดความดันโลหิตสูง
บำรุงหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือด แก้เบาหวาน
ใช้ชาชุมเห็ดเทศ ชงดื่ม ๓ เวลาก่อนอาหาร เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ เมื่อน้ำตาลในเลือดปกติดีแล้ว ต้มใบยอดื่มอีก ๓ สัปดาห์
แก้สิวฝ้า ตกกระ  ดื่มชาชงชุมเห็ดเทศ เป็นประจำช่วยลดสิว ฝ้า ตกกระ ทำให้ผิวพรรณผ่องใส
ฤทธิ์ต้านเชื้อรา สารสกัดด้วยเอธานอลของใบชุมเห็ดเทศสามารถฆ่าเชื้อรา dermatophyte
ที่ทำให้เกิดโรคกลากได้ดี  สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศในการรักษาโรคเกลื้อน (Pituriasis versicolor)
สารสกัดจากใบแก่สดที่ความเข้มข้นมากกว่า 70 %ให้ผลดีในการรักษาโรคเกลื้อน (Pityriasis versicolor)และสามารถป้องกันการกลับมาใหม่ได้นานถึง 1 ปีถ้าต้องการให้หายขาดจะต้องให้สารสกัดทุก ๆ 4 เดือนติดต่อกัน 3 ปี ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดด้วยน้ำของใบชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ได้ แก้แผลพุพอง น้ำเหลืองเสีย

ข้อห้ามใช้
- ชุมเห็ดเทศออกฤทธิ์โดยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว
จึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่ลำไส้อุดตัน
หรือมีอาการอักเสบของลำไส้ อย่างเฉียบพลัน
- ห้ามใช้ยาชงชุมเห็ดเทศในเด็กต่ำกว่า 12 ปี
- ห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย
หากมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ หรืออาเจียน
ข้อควรระวัง
- ชุมเห็ดเทศอาจทำให้มีอาการคลื่นไส้
ปวดมวนท้อง มดลูกบีบตัว หรือท้องเสีย
หากมีอาการดังกล่าวควรลดขนาดใช้ลง
- ไม่ควรใช้เป็นยาระบายติดต่อกันเป็นเวลานาน
เพราะทำให้ลำไส้เคยชินต่อยาระบาย
และไม่สามารถบีบตัวได้เองหากไม่ใช้ยา
ดังนั้นควรใช้เมื่อท้องผูกจริง ๆ
- ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานในขนาดสูง
เพราะอาจทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โปแตสเซียม ซึ่งจะทำให้เกิด
ความผิดปกติของลำไส้ ไตอักเสบหรือใจสั่นได้
- ไม่ควรใช้ชุมเห็ดเทศเป็นยาระบายในสตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร



การเตรียมยาสมุนไพรแบบง่าย และวิธีใช้
โรคกลาก สังคัง ใช้ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียดเติมน้ำเล็กน้อยหรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียม เกลือตัวผู้ ( เกลือเม็ดยาวๆ)จำนวนเท่าๆ กันผสมปูนแดงที่กินกับหมากนิดหน่อย ตำผสมกันทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อนทาบ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง
จนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน

อาการท้องผูก ใช้ใบและดอกชุมเห็ดเทศรักษา เตรียมได้โดยใช้ดอกสด 1 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือนำใบย่อยสด 12 ใบ หั่นตากแดด นำมาต้มเอาน้ำดื่ม หรือนำใบชุมเห็ดเทศแห้ง มาบดเป็นผง
ใช้ผงยาครั้งละ 3-6 กรัม บรรจุในถุงกระดาษเช่นเดียวกับถุงชา นำมาแช่ละลายในน้ำเดือด 120มิลลิลิตรนาน 10 นาที และใช้ดื่มก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการ หรือใช้ผงยาปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอน
รับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน

ใบและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา
เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ใช้ชะล้างฝี แผล วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น
ถ้าเป็นมากใช้ประมาณ 10 กำมือต้มน้ำอาบ

ใช้เมล็ด คั่วให้เหลือง ชงน้ำดื่มเป็นน้ำชา เป็นยาระบายอ่อนๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก
สารศิลปยาไทย และorganicthailand

กะทกรก


   
 ชื่ออื่นๆ :
รก  กระโปรงทอง 
ละพุบาบี  หญ้ารกช้าง (ใต้) 
ตำลึงฝรั่ง  รังนก

ชื่อสามัญ :   
Fetid passionflower,
 Scarletfruit passionflower,
Stinking passionflower


ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Passiflora foetida L.
วงศ์ :    Passifloraceae
ถิ่นกำเนิด :    เขตร้อนชื้น


ลักษณะพฤกษศาสตร์ :   
เป็น ไม้เถาเลื้อย
มีส่วนของใบที่เปลี่ยนไปเป็นหนวด
ใช้สำหรับพันยึดกับสิ่งต่างๆ
ที่อยู่ใกล้เพื่อพยุงลำต้นหาแสง


ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีปลายแยกเป็นสามแฉก
ปลายใบแหลม โคนมน
ผิวใบมีขนขนาดเล็กสีขาวเกาะติดจำนวนมาก
และที่ขนมีน้ำยางเหนียว



ดอกออกเดี่ยวที่ซอกใบ ดอกสีขาวแซมม่วง
เกสรตัวผู้ขนาดใหญ่  5  อัน เกสรตัวเมียขนาดใหญ่  3  อัน
ผลกลม มีก้านประดับเป็นเส้นขนแขนงรอบผล
ผลสุกสีเหลือง เมล็ดสีดำมีวุ้นเมือกห่อหุ้มรับประทานได้ รสเปรี้ยวอมหวาน


กระทกรก
สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบทั้งหมด
ตั้งแต่ราก ลำต้น เถาเลื้อย 
ยอดกระทกรก ใช้เป็นผักสด
โดยลวกจิ้มกับน้ำพริกและใช้แกงเลียง
ผลกระทกรก ใช้กินเมล็ดโดยใส่เกลือเล็กน้อย
ตักทานรสเปรี้ยวอมเค็ม อร่อยมาก





สรรพคุณด้านสมุนไพร :   
 เนื้อไม้  ใช้เป็นยาควบคุมธาตุ ถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิด
             และใช้รักษาบาดแผล
 ใบ  ใช้ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำดื่มเป็นยาเบื่อและขับพยาธิ
       และใช้พอกแก้สิว
 ต้น  ใช้ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ และอาการบวม
 ดอก  ขับเสมหะ แก้ไอ
 ผล  แก้ปวด บำรุงปอด
 ราก  ใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ิ  แก้กามโรค


หมายเหตุ :    -
เอกสารอ้างอิง :   
http://th.wikipedia.org/wiki/



"กระทกรกให้วิตามินซี สูง บางคนเรียกว่า เสาวรส
เป็นไม้เลื้อย ยอดและใบมีรสขม เป็นยา
ลูกมีรสเปรี้ยวให้วิตามินซี สูง
วิตามินซี ทำให้เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อถูกทำลายเร็วขึ้น ส่วนเม็ดเลือดขาวที่ไม่ติดเชื้อ จะแข็งแรงและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น CD4 จะเพิ่มเพราะเหตุนี้
แต่มีข้อแม้ ต้องไม่รับเชื้อเพิ่ม ต้องไม่ไปแพร่เชื้อ
เพราะเชื้อที่เข้ามาในร่างกายของเรา
จะทำให้เชื้อในกายเรา กลายพันธ์ เป็นพันธ์อมตะ ฆ่าไม่ตาย ไวรัส HIV ไม่มีขบวนการผลิตอาหารในของตัวมัน มันต้องอาศัยเซลส์ของเราในการเจริญเติบโต แล้วมันก็ Copy ตัวมัน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ เป็นแปด เป็นสิบหก เป็นสามสิบสอง แต่ถ้าไม่มีการก๊อปปี้ มันจะมีวงจรชีวิตเพียงประมาณ 20- 24 สัปดาห์เท่านั้น
เราคิดไปฆ่ามัน ทำยาก
เพราะมันฉลาด ขนาดอาศัยตัวเราเป็นอาหาร
แล้วยังสามารถเปลี่ยนระหัสในเซลส์ของเราไปเป็นพวกมัน
อย่าไปคิดฆ่ามัน ทำให้มันไม่ก๊อปปี้ตัวเอง 6 - 8 เดือน
จำนวนไวรัสควรคงที่ หรือลดลง สัก 2 - 3 งวด ( งวดละ 4 - 6 เดือน )
ควรจะลดลงจนหมดไป หรือถ้าเหลือต่ำกว่า 50Copy
เครื่องมือก็ตรวจไม่พบไวรัสแล้ว
อย่างนี้ คุณก็อยู่ร่วมกับไวรัสได้อย่างสันติวิธี
แม้ว่าจะมีมันอยู่ในกายเรา ก็ไม่เป็นปัญหากับเราต่อไป
จากการศึกษา
พบว่าคนที่ติดเชื้อมักจะขาด วิตามิน B1, B6, B12 กรดโฟลิค เอซิค และฯลฯ โดยเฉพาะ B12 ที่เกิดที่ลำไส้ มักจะขาดมาก
เพราะระบบการย่อย และการดูดซึมของลำไส้ ลดการทำงานลง
( สังเกตุว่า คนที่ติดเชื้อมาก จะผอม เพราะเหตุนี้กระมัง )
คนที่เสียชีวิตพบว่า B12 เหลือน้อยเสียส่วนใหญ่
ดังนั้น ทานวิตามินซี แล้ว ก็อย่าลืมทานวิตามิน B ด้วยนะ"


                                  ข้อมูลจาก " คนสิ้นหวัง-น่ารัก.คอม"

หิ่งหาย




"หญ้าเป็นยาถั่วป่าชื่อหิ่งหาย
ดอกเล็กเหลืองเรียงรายระบายสี
กลีบงามงอนช้อนช้อยสร้อยมาลี
ดับพิษดีแก้ไข้ใช้เป็นยา"








พืชถั่วป่าชนิดนี้
มีชื่อว่า หิ่งหาย บ้างก็เรียกหิ่งเม่น
มะหิ่งดง มะหิ่งหาย ,
หิ่งห้อย , หญ้าโป่งลม
เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง
อยู่ในสกุลเดียวกับปอเทือง
ต้นเตี้ยและเป็นพุ่ม
ออกดอกตั้งแต่
เดือนกุมภาพันธ์เรื่อยไป
เป็นไม้พุ่มใบเป็นใบรวม
มีใบย่อย 3-7 ใบ
ดอกสีเหลือง ผลเป็นฝัก
ขึ้นทั่วไปตามพื้นที่เปิดโล่ง


และพื้นที่ชื้นแฉะ
ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
ไม่เกิน 300 เมตร
แหล่งกำเนิด อินเดีย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และนิวกินี


ชื่อภาษาอังกฤษ 
Smooth Rattled Pod. Striped Crotalaria
ชื่อสกุล         Crotalaria
ชื่อวงศ์          Leguminosae
ชื่ออื่นๆ
หิ่งหาย ผี, 
หิ่งเม่น (เชียงใหม่) ,
หิ่งดง (ลำพูน),
รางจืดตัวเมีย, 
หิ่งหายตัวเมีย,
กิ่งหาย,ติ่งหาย,ถั่วเมรี ปอเทืองหิ่งเม่น ฮ่งหาย


ลักษณะทั่วไป
พืชชนิดลำต้นเป็นทรงพุ่มขนาดเล็กมีอายุสั้นเพียงปีเดียว
พอออกดอกออกผลแล้วก็เฉาแห้งตายไป
ดอกสีเหลืองมีบางชนิดดอกสีม่วง ฝักกลมพอง
สรรพคุณทางสมุนไพร
ทั้งต้น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้สูง ปรุงเป็นยาแก้ลม
บำรุงหัวใจ แก้พิษยาเบื่อเมา พิษอักเสบ

ราก  
รสจืดเมา รับประทานถอนพิษยาเบื่อยาเมา
แก้พิษไข้จากการอักเสบ ดับพิษร้อน
ทั้งต้น รสจืดเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้สูง

 ยอดอ่อน ช่อดอก
ลวกรับประทานกับน้ำพริก



เพิ่มเติมอีกนิด
ในการทำพระเครื่องหิ่งหายจะเป็นหนึ่งในพันธุ์พืชที่
ถูกเลือกใช้เป็นส่วนผสมหรือที่นิยมเรียกกันว่ามวลสาร

สารสำคัญ
ความเป็นพิษ
แอลคาลอยด์ในกลุ่ม pyrrolizidineเป็น anti-tumour
ทำให้ความดันโลหิตต่ำทำให้ cell ที่เกิดมาใหม่มีรูปผิดไปจากเดิม
 (mutagenic properties)เป็นพิษต่อตับ บางครั้งเรียกสารนี้ว่าliver toxins

จมูกปลาหลด

ชื่ออื่น : เครือไส้ปลาไหล (มหาสารคาม),
จมูกปลาหลด ตะหมูกปลาไหล (ลพบุรี),
ผักไหม (เชียงใหม่),
สะอึก (ภาคกลาง),
จมูกปลาไหลดง (เพชรบูรณ์),
ตะมูกปลาไหล (นครราชสีมา),
กระพังโหม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxystelma secamone (L.) Karst.

ชื่อวงศ์ : ASCLEPIADACEAE




ไม้เถาขนาดเล็ก
ขึ้นพาดพันต้นไม้อื่นในที่ดินทรายและดินเหนียว
ยอดอ่อนมีขนเล็กน้อยและค่อนข้างเกลี้ยงเมื่อแก่
มียางขาว ใบรูปยาวแคบปลายเรียวแหลม  ขอบเรียบ









ดอกออกที่ง่ามใบเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้น
ช่อหนึ่งมี 2-3 ดอก บางครั้งช่อใหญ่มี 6-9 ดอก
เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1-2 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ 
ปลายแหลม กลีบดอกโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ 
ริมขอบกลีบมีขน ด้านนอกสีขาวอมชมพู
ด้านในสีเดียวกันแต่มีเส้นสีม่วงเข้ม เกสรรูปห้าเหลี่ยม





ผลรูปไข่ ปลายโค้งเรียว เปลือกนิ่ม
แก่แล้วแตกด้านเดียว มีเมล็ดมาก
ปลายเมล็ดมีขนติดอยู่เป็นกระจุก
ช่วยให้กระจายพันธุ์ไปได้ไกลๆ









เป็นไม้ที่ชอบอยู่ในที่ร่มรำไร
ชอบความชื้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปักชำ
ยอดอ่อน ใบอ่อนและดอก บริโภคได้







 สรรพคุณทางยา เช่น ต้น รักษาคอและปากอักเสบ
หรือปรุงเป็นยาขับน้ำนม แก้บิด ไข้รากสาด
ใบและเถาแก้ไข้ รักษาบาดแผล
รากแก้โรคดีซ่าน
ยางจากต้น เป็นยางที่มีสารบางอย่าง
โดยเราจะนำมาชำระล้างแผลที่เป็นหนองได้
ราก ใช้รักษาโรคดีซ่านเถา
เด็ดเอาเถานี้นมาต้มกับน้ำ
แล้วรับประทานแก้เจ็บคอ กลั้วคอ



ถิ่นที่อยู่ : พบอยู่ทั่วไปในภาคตะวันออก
และภาคกลางของไทย

2.03.2555

เส้งเล็ก


จัดอยู่ใน วงศ์ STERCULIACEAE

      ชื่ออื่น 
 สะแองใบมน
ขางปากปุด(เชียงใหม่)
เส้งใบมน(ชัยนาท)
กือแตกูงี (มลายู-นราธิวาส)












เป็นไม้ พุ่ม ล้มลุก ขนาดเล็ก
ตามกิ่งก้าน ก้านใบและช่อดอก
มีขนรูปดาวปกคลุม













ใบเดี่ยวเรียงสลับกัน
ตัวใบรูปไข่ขอบขนาน
ขอบใบหยัก
ปลายใบแหลม
ใบที่มีขนาดใหญ่
บางครั้งขอบใบหยักเว้าเล็กน้อย







ช่อดอกออกตามปลายยอดเป็นกระจุก
ดอกขนาดเล็ก มีร่องตื้นๆ 5 ร่อง
ไม่มีปีก
เมื่อผลแห้งจะแตกตามร่อง
ภายในมีเมล็ดเล็กๆ









สถานที่พบ ตามนาข้าว
ที่รกร้างทั่วไป มีแดดจัด
ดินชื้นแฉะ หรือ มีน้ำขัง


สรรพคุณ เป็นสมุนไพร 
ใบใช้พอกแผล แก้บวม
หรือแก้ปวดบริเวณท้อง
 ป้องกันพิษจากงูบางชนิดได้








รากใช้ ตากแห้ง
สับแล้วนำมาต้มน้ำรับประทาน
โดยให้คนท้องใกล้คลอด (ประมาณ 8 เดือน)ดื่ม ช่วยให้คลอดง่าย รับประทานวันละ 3 ครั้ง 3วัน และแก้อาเจียนได้ด้วยนะคะ

ผักเสี้ยน





ผักเสี้ยน ( Spider Weed)

ชื่อวิทยาศาสตร์ :    Cleome rutidosperma DC.

วงศ์ :    Capparaceae

ถิ่นกำเนิด :    อัฟริกากลาง




เป็นไม้ล้มลุกปีเดียว สูงประมาณ 1 - 2 ฟุต

แตกกิ่งก้านสาขารอบต้น ลำต้นทีขนอ่อนปกคลุม จับดูจะเหนียวติดมือ 

ใบ เป็นใบประกอบ ก้านหนึ่งจะมีใบย่อยอยู่ประมาณ 3-5 ใบ

เรียงกันคล้ายรูปนิ้วมือ
ใบย่อยแต่ละใบขนาดไม่เท่ากัน
ก้านใบยาว ใบมีขนอ่อนปกคลุมคล้ายกับลำต้น

ดอกออกเป็นช่อ อยู่ส่วนยอดของก้าน
ดอกที่อยู่กลางช่อดอกจะบานก่อน
ก้านดอกย่อยเรียวเล็ก
กลีบดอกมีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน มี 4 กลีบ

ก้านชูเกสรยาว ผล เป็นฝักเรียวยาว

แก่แล้วจะแตกออก  เมล็ด มีสีน้ำตาลหรือสีดำ

รูปร่างกลมแบนคล้ายรูปไตหลายเมล็ด




ประโยชน์ทางอาหาร

ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนของผักออกในฤดูฝน

 ส่วนการปรุงอาหารนั้น คนไทยไม่บริโภคผักเสี้ยนสด

ต้องนำไปดองทำเป็นผักเสี้ยนดองก่อน

จึงนำไปรับประทานเป็นผัก

จากข้อมูลรายงานว่า ผักเสี้ยนสดมีสารไฮโดรไซนยาไนต์ (Hydrocyanide)

ซึ่งมีพิษต่อประสาทส่วนกลาง เมื่อนำมาดองหรือต้ม สารพิษนี้จะสลายไป






วิธีดองผักเสี้ยนทำได้โดย

นำผักเสี้ยนมาเด็ด หรือหั่นเป็นท่อน ขนาดพอเหมาะ

นำไปตากแดดพอหมาดๆ เพื่อขจัดกลิ่นเหม็นเขียวทิ้งไป

จากนั้นจึงเอาข้าวสุกเย็น 1 กำมือ ต่อผักเสี้ยน 5 ถ้วยแกง

ขยำกับเกลือให้มีรสเค็มเล็กน้อย

แล้วนำผักเสี้ยนที่เตรียมไว้ใส่ลงไป

ใส่น้ำตาลโตนด 5 ช้อนแกง คลุกเคล้าให้เข้ากันดี

ปิดฝาภาชนะ ตั้งทิ้งไว้ในร่ม 3-4 คืน

ผักเสี้ยนจะมีรสเปรี้ยว นำมารับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก

หรือนำไปแกงกระดูกหมู หรือแกงส้มกับกุ้ง หรือปลาก็ได้




ประโยชน์ทางยา

ต้นผักเสี้ยน สรรพคุณแก้โลหิต และขับระดูเน่าเสีย 

ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้แมงป่องต่อย





ใบ สรรพคุณแก้ปวดเมื่อย เรียกเลือดมาเลี้ยงผิวหนัง

น้ำคั้นจากใบมาผสมกับน้ำมันเป็นยาแก้ปวดหู

หรือตำพอกรักษาฝีไม่ให้เป็นหนอง บรรเทาอาการระคายเคือง




เมล็ด ขับปัสสาวะ นำมาชงช่วยขับเสมหะ ฆ่าพยาธิไส้เดือน



โบราณท่านว่าจะปลูกผักเสี้ยน
เลือกเอาคืนเดือนมืด ลงไปบริเวณที่จะปลูก
จะเตรียมดินก่อนหรือไม่ไม่สำคัญ
เอาภาชนะอะไรก็ได้มา 1 ใบ





จากนั้น <u>แก้ผ้านุ่ง(อิ อิ)</u>
แล้วกระเดียดภาชนะออกไป
ยังที่ที่จะปลูก
หยิบเมล็ดผักเสี้ยนออกจากภาชนะ

แล้วหว่านออกไปให้รอบๆ

ปากก็ร้องว่าปลูกผักเสี้ยนจ้าๆ

แล้วก็คงไม่ต้องไปดูแลอะไร

ไม่นานพอฝนตก จะมีผักเสี้ยนงอกขึ้นมาเอง

เป็นเรื่องแปลก ท่านเลยว่า ผักเสี้ยนผี (ผีจะมาดู และช่วยปลูก)

ขอบคุณข้อมูลจาก healthteenและ horapa.com ค่ะ

กะเม็ง



กะเม็ง หรือกะเม็งตัวเมีย มีชื่อเรียกแตกต่างกันหลายชื่อ ขึ้นกับแต่ละท้องถิ่น
เช่น ทางภาคเหนือ เรียกว่า ฮ่อมเกี้ยว ทางพายับ เรียก หญ้าสับ



จีน เรียก บั้งกีเช้า ทางภาคกลาง เรียก กะเม็งตัวเมีย
กะเม็งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Eclipta prostrata Linn. ในวงศ์ Compositae
ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เดียวกับ ทานตะวัน และดาวเรือง


กะเม็ง เป็นพืชขนาดล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวปนน้ำตาลแดง เป็นพืชที่ขึ้นเองตามริมทาง พบในเขตร้อนถึงเขตอบอุ่นทั่วโลก ที่ชื้นแฉะ และที่รกร้างทั่วไป
อาจมีการเพาะปลูกไว้เพื่อใช้เป็นยา กระเม็งมีลำต้นอวบ เลื้อยแผ่บนดิน
ปลายยอดมักตั้งขึ้นตรง ใบออกตรงข้าม มีลักษณะเรียว ยาวประมาณ 4-10 ซม.
ถ้าเกิดในที่ชุ่มชื้น มีน้ำมากใบก็ใหญ่ เกิดในที่แห้งแล้งใบจะเล็ก
ฐานใบมีลักษณะเป็นรอยเว้าเข้า และบานออกเล็กน้อยทั้งสองด้าน
ปลายค่อนข้างแหลม ขอบใบมีรอยหยักตื้น ๆ ทั้งสองด้าน มีขนสั้น ๆ สีขาว
กะเม็ง ออกดอกเป็นช่อ จากซอกใบ หรือที่ยอดเป็นกลุ่มแน่นสีขาว
มีดอกย่อยคล้ายลิ้นเรียงตัวเป็นรัศมีสีขาวชั้นเดียว มีกลีบเลี้ยงสีเขียว
รองรับช่อดอก 5-6 กลีบ ผลมีสีเหลืองปนดำ เมื่อขยี้ดูจะมีน้ำสีดำออกมา

 

การเก็บกะเม็งมาใช้เป็นยานั้น จะเก็บมาใช้ทั้งต้นในขณะที่ต้นเจริญเต็มที่  เมื่อเก็บมาแล้ว ควรล้างดินออกให้สะอาดหั่นเป็นท่อนหรือชิ้นเล็ก ๆ ตากหรือผึ่งให้แห้ง เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น
เพื่อใช้เป็นยา ลักษณะของยาแห้งที่ดี ควรมีสีเขียว ไม่มีเชื้อรา และสิ่งอื่นเจือปน



สำหรับสรรพคุณทางยาของกะเม็งนั้นมีประโยชน์มากมายและ มีหลายประการด้วยกัน กะเม็งมีรสเปรี้ยว ชุ่มเย็น ใช้เป็นยาห้ามเลือด  บำรุงไต แก้บิด ถ่ายเป็นมูกเลือด แก้ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบเรื้อรังโรคผิวหนังผื่นคันจากการทำนาและรักษาผมหงอกก่อนวัย
วิธีและปริมาณที่ใช้ของกะเม็งนั้น จะใช้ทั้งต้นแห้ง 10-30 กรัม ต้มเอาน้ำกิน หรือจะนำมาบดเป็นผง ทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน หรือกินเป็นผงก็ได้เป็นยาบำรุงเลือดอีกด้วย ห้ามเลือด ใช้ต้นสด ตำพอก หรือใช้ต้นแห้ง บดเป็นผง โรยที่แผล แก้บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ใช้ต้นแห้ง 30 กรัม หรือ ต้นสด 120 กรัม ต้มน้ำกินติดต่อกัน 3-4 วัน แก้โรคผิวหนังผื่นคันจากการทำนา ใช้น้ำคั้นจากใบสดทาบริเวณมือและเท้าปล่อยให้แห้งก่อนและหลังการลงไปทำนา เป็นการป้องกันมือและเท้าเปื่อย
แต่ถ้ามือและเท้าเปื่อย จากการทำนาแล้ว ก็สามารถใช้น้ำคั้นจากใบทารักษาได้
โดยทาวันละ 2 ครั้ง จนกว่าจะหาย
บางครั้งยังนำพืช  ชนิดนี้มาใช้ย้อมผ้า
นำสารสกัดสีดำของกระเม็งทำเป็นหมึกพิมพ์ ฯลฯ                                                             
ชาวจีนได้นำกะเม็งมาใช้ในการแก้ผมหงอกก่อนวัย ทำให้ผมดกดำมาเป็นเวลานานและยังใช้จนมาถึงปัจจุบันนี้ โดยใช้น้ำคั้นจากต้นเคี่ยวหรือ ตำผสมกับน้ำมันงา หรือน้ำมันมะพร้าวทาศีรษะเป็นประจำ
มีรายงานการวิจัยพบว่า กะเม็ง สามารถแก้ความเป็นพิษที่ตับ ที่เกิดจากการทำให้เซลล์ตับเป็นพิษด้วยสารพิษบางชนิด ได้ผลดี มีรายงานว่า กะเม็ง มีฤทธิ์แก้ไข้ และแก้แพ้ในหนูถีบจักร และหนูขาวอีกด้วย ดังนั้นจึงเป็นข้อมูลที่ยืนยันได้ว่ากะเม็ง สามารถนำมาใช้ในการรักษาตับอักเสบ และโรคผิวหนังผื่นคันได้เป็นอย่างดี

โคกกระออม


ชื่อวิทยาศาสตร์: Cardiospermum halicacabum L.ในว งศ์ Sapindaceae
ชื่อภาษาอังกฤษ Balloon vine; Balloonvine; Heart seed; Heart pea; Love in a puff ชื่อท้องถิ่น   ตุ้มต้อก(แพร่),ลุบลีบเครือ,เครือผักไล่น้ำ (เหนือ),โพออม(ปัตตานี),ติ๊นโข่ไหม(จีน)




เป็นพรรณไม้เถาขนาดกลาง ไม้ล้มลุก มีหนวดเกี่ยวพัน ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับในระนาบเดียวกัน แต่ละใบมีใบย่อย 3 ใบ ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบบาง ช่อดอกออกตามซอกใบ ดอกขนาดเล็ก สีขาว กลีบดอก 4 กลีบ เกสรสีเหลือง




ผลสีเขียวพองกลมคล้ายบอลลูน ภายในแบ่งเป็นสามช่ิอง ผลแก่แห้งแตกได้ มีเมล็ดกลมสีดำ มีขั้วรูปหัวใจ สีขาว1-3เมล็ด

ถิ่นที่พบ อินเดีย แอฟริกา อเมริกา



ในไทยพบตามป่าไม้เบญจพรรณ ที่รกร้างว่างเปล่า
ชายป่า ริมทางทั่วประเทศ ตามริมน้ำที่ชุ่มชื้น ชอบดินกรดเล็กน้อย



การปลูกใช้เมล็ดค่ะ



ประโยชน์ ยอดใช้รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน
เป็นผักที่รสขม ทานสดๆหรือย่างไฟเพื่อลดความขม




สรรพคุณทางยา ใบ รสขม ขื่น แก้หืด ไอ ตำพอกฝี ขับระดู แก้ตาเจ็บ
ดอก รสขม ขับโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ




ลูก รสขม ดับพิษทั้งปวง บำรุงน้ำดี ดับพิษแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ราก แก้โรคตาอักเสบ แก้พิษงู ทำให้อาเจียน เป็นยาระบาย รักษาต้อ แก้พิษงูเห่าทั้งห้า  แก้ไข้ ขับ ปัสสาวะ เป็นยาระบาย บำรุงน้ำนม

เมล็ด รสขม แก้ไข้ ขับเหงื่อ
เถา แก้ไข้(กระออมทั้ง ๕ แก้อาการผิดปกติการหลั่งน้ำนม ทำให้มารดามีน้ำนมมากขึ้น)

ขี้ครอก


ขี้ครอก Caesarweed/Hibiscus Bur

โธ่หน้าตา ดอกดวง น่ารักน่าชัง ใครกันหนอตั้งชื่อให้ ช่างอาภัพเสียนี่กระไร
แต่ชื่อนั้นสำคัญหรือไร ถ้าตัวมีประโยชน์มากมาย



ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Urena lobata Linn  วงศ์ :  MALVACEAE
ชื่ออื่นๆ หญ้าผมยุ่ง หญ้าอียู ขี้คาก (ภาคเหนือ) ซัวโบ๋เท้า (จีน) เส้ง ปูลู (ภาคใต้) ขี้ครอก (ไทยภาคกลาง) ขี้หมู (นครราชสีมา) ปอเส้ง (ปัตตานี) ขมงดง (สุโขทัย)



ลักษณะทั่วไป :  -
     เป็นพรรณไม้พุ่มต้นเล็ก  จัดอยู่ในจำพวกมะเขือ ลำต้นมีความสูงประมาณ ๓-๕ ฟุตใบ มีลักษณะคายและมีขน เป็นแฉกคล้ายใบมะระแต่แฉกลึกกว่าเรียกว่าขี้ครอกตัวผู้ ส่วนขี้ครอกตัวเมียนั้นใบจะมีลักษณะเป็นแฉก น้อยและตื้น
ดอก ลักษณะของดอกจะมีสีชมพู มีเกสรยื่นคล้ายดอกชบาย่อส่วน  
  
 

ส่วนที่ใช้
    ต้นและใบ ใช้ต้มรับประทาน เป็นยารักษาโรคไตพิการ และยังเป็นยาช่วยขับปัสสาวะด้วย
     ใบ ใช้ต้มเป็นยาใช้จิบรักษาอาการไอ และขับเสมหะ
     ราก ใช้รับประทานเป็นยาเย็นใช้ถอนพิษไข้ทั้งปวง
     ลำต้น มีเส้นใยเหนียวใช้ทำเชือก
ถิ่นที่อยู่ :  ชอบขึ้นตามป่าราบและที่ลุ่มรกร้างทั่วไป ที่มีแดดจัด และมีปลูกมากตามสวนยาจีนทั่ว ๆ ไป

   



พจนานุกรม สมุนไพรไทย